ลาก่อน Google Wave
ไม่แน่ใจว่าเพื่อนๆได้ข่าวกันบ้างมั้ยว่า Google ประกาศยุติการพัฒนา Google Wave หนึ่งในของเล่นที่(เคย)น่าสนใจแล้วเมื่อเร็วๆนี้ สาเหตุสำคัญที่เป็นที่มาของการตัดสินใจครั้งนี้ก็คือ Wave ไม่ค่อยได้รับความนิยมเท่าไรนักครับ (อันนี้ข้อมูลมาจาก Blog ของ Google เองเลย) พูดถึง Wave แล้วในแง่ของเป้าหมายก็ฟังดูน่าสนใจนะ มันคือ Collaboration and Communication Platform ที่ Google นำเสนอ Technology ที่สามารถทำให้ผู้ใช้พูดคุยและทำงานร่วมกันในแบบ “Real-time” อย่างแท้จริงครับ

ความสามารถที่ Wave นำเสนอในแง่ของ Concept and Technology สำหรับผมถือว่าน่าสนใจนะครับ แต่ส่วนของการใช้งาน … ผมไม่ค่อยปลื้มเท่าไร ไม่รู้สินะ ผมรู้สึกว่ามันใช้ยาก อย่างแรกเลยคือ ตอนนั้นต้องได้รับ Invitation จากทาง Google ถึงจะใช้ Wave ได้ ผมรอนานจนลืมเลยครับกว่าจะได้มา อะ พอได้มาแล้วก็ลองเข้าไปใช้ แต่ผลคือผมลองเล่นอยู่ประมาณครึ่งชั่วโมง รู้สึกว่ามันใช้งานยาก ก็เลยเลิกใช้ตั้งแต่นั้น … จนมาเปิดอีกครั้งตอนที่ได้ข่าวว่าเค้าจะปิดโครงการนี้นี่แหละฮะ ฮ่าๆ
ทำไมวันนี้ผมพูดถึง Google Wave มีอะไรที่เกี่ยวกับ Project Management หรอ? ครับ แนวคิดที่ผมได้จากเรื่องนี้ก็คือเมื่อผลดำเนินงานของโครงการไม่เป็นไปตามที่หวังไว้ เราก็ต้องตัดสินใจทำอะไรซักอย่าง จะพยายามทำให้มันดีขึ้นหรือไม่ก็ปิดโครงการนั้นไป … ซึ่ง Google เลือกทางที่สองให้กับ Wave ครับ
ปิด Wave … ทำไม?
สาเหตุหลักสองประการที่ Google จัดการ Wave อย่างเด็ดขาด (ในมุมมองผม) มีอยู่สองข้อครับ หนึ่งค่อนข้างชัดเจนครับว่า Wave ไม่ได้รับการตอบรับที่ดีเท่าไรจากพวกเรา ในแง่ของ Concept แล้วดูดีมากๆครับ การติดต่อและทำงานแบบ “Real” Real-time ผมเห็นครั้งแรกก็รู้สึกอยากใช้มากเลยแหละ แต่สิ่งที่ Wave ทำออกมาได้ไม่ค่อยดีนักคือการแปลความหมายของคำว่า Collaboration กับ Communication ของมนุษย์ออกมาเป็น Platform นี่แหละฮะ ตรงนี้เองที่อาจจะทำให้คนใช้รู้สึกว่า Wave เข้าไม่ถึงจิตวิญญาณของเค้า (เวอร์ไปปะ?) อย่างที่ Carl Frappaolo ผู้ร่วมก่อตั้ง Information Architeced กล่าวไว้ว่า
Collaboration is more than a word or even an idea. Many individuals speak of collaboration as if it is a single business process or approach to communication and networking. Much of this attitude stems from the popularized viral adoption of social computing Web 2.0 tools. This is not the case for Enterprise 2.0, the application of collaborative tools within the firewall.
~ Carl Frappaolo, co-founder of Information Architected
แปลเป็นไทยได้ว่า … หนูๆเอ้ย ถ้า Collaboration เป็นเรื่องง่ายๆ ลุงคงทำเองไปแล้วหละ มันเป็นเรื่องที่มากกว่าแค่คำพูดหรือแนวคิดนะ มีหลายคนเลยบอกว่า Collaboration อะหรอ จะมีอะไรมาก ก็แค่การจัดการให้คนติดต่อสื่อสารกัน พูดคุยกันแล้วก็สร้างขึ้นมาเป็นเครือข่ายไง ง่ายๆเอง ลุงอยากจะบอกว่าหนูๆพวกนั้นอินกับพวก Social Networking มากไปนะลูก Collaboration มันต้องยากกว่านั้นเยอะ
แถมด้วย Richard Lang ประธานของ Democrasoft ชี้ให้เห็นว่า ต่อให้มีความตั้งใจแน่วแน่แค่ไหน มี Product เทพขนาดไหนก็ไม่ช่วยอะไรถ้าไม่มีผู้ใช้ที่อุทิศตนให้กับการใช้ Product นั้นๆ โดยนอกจากจะใช้งานมันทุกวันแล้ว ยังต้องขยันชักชวนหาเพื่อนร่วมอุดมการณ์มาใช้โปรแกรมนี้ด้วยนะหนูๆ นึกภาพซิ ถ้าเพื่อนเราทุกคนยังใช้ Hi5 กันอยู่ เราจะย้ายมาเล่น Facebook กันมั้ยหละ … Wave ล้มเหลวเรื่องนี้เห็นๆเลยหละ
Despite best intentions and the best product, an online community will only be successful if there is a motivated person (the Moderator) who is committed to making it successful, on a day-to-day basis,
~ Richard Lang, President of Democrasoft
สาเหตุที่สองก็เป็นผลต่อเนื่องมาจากข้อแรกแต่เป็นจุดสำคัญที่สุดที่ชี้ชะตา Wave เลยนั่นคือการเปลี่ยนแปลงนโยบายบริษัท (Strategy) นั่นเอง ผมเล่าให้ฟังไปแล้วว่าถ้าโครงการที่ทำมาไม่ได้ผลตามที่ต้องการ ก็เลือกเลยครับว่าจะลุยต่อไปหรือเลิกซะ เมื่อ Wave ไม่ได้รับการตอบรับที่ดีซักเท่าไร Google ก็กลับมาคิดครับว่า เฮ้ย หรือว่า Collaboration and Communication Platform มันจะไปไม่รอดจริงๆเนี่ยะ? ทำไงดีๆ มองซ้ายมองขวา โห Facebook มันรุ่งหวะ เอามั่งดีกว่า … อ่าว จบเลยครับ Wave เพราะนโยบายเปลี่ยนแล้วจาก Social Collaboration มาเป็น Social Networking … นี่แหละครับ ลาก่อน Google Wave ของจริง
เอาแบบฝังกลบกันไปเลยนะ เมื่อ Google ตัดสินใจจะแข่งกับ Facebook แล้ว พี่แกไม่สนจะต่อยอด Wave ด้วยแหละ นี่เลยครับไปจัดการควบกิจการกับ Slide Inc. บริษัทที่เก่งในเรื่อง Social Apps ซะเลย … ลาก่อน Google Wave (รอบสอง)
บทเรียนที่ได้จาก Wave
คร่าวๆกับความเป็นมาและการจากไปของ Wave ครับ ทีนี้เราเรียนรู้อะไรได้บ้างจากกรณีนี้ อย่างแรกเป็นความเกี่ยวข้องโดยตรงกับบุคคลิกของ Google นั่นคือ บริษัทนี้พร้อมที่จะลองอะไรใหม่ๆและที่สำคัญคือพร้อมที่จะหยุดอะไรที่ดูแล้วไม่สร้างผลตอบแทนที่น่าพอใจให้กับบริษัท Eric Schmidt ซึ่งเป็น CEO ของ Google ย้ำให้เห็นถึงแนวคิดนี้ว่า
Our policy is we try things. We celebrate our failures. This is a company where it is absolutely OK to try something that is very hard, have it not be successful, take the learning and apply it to something new.
~ Eric Schmidt, CEO of Google
อ๋อ นโยบายของเราหนะหรอ เราชอบที่จะลองอะไรใหม่ๆอยู่แล้ว ถ้าผลออกมาดีก็ยิ้มกันไป อันนี้ปกติ แต่ถ้าเจ๊ง เราไม่เศร้าหรอกนะจ๊ะ เราพร้อมจะจัดงานฉลองให้กับความล้มเหลวนั้นด้วยซ้ำ อะไรใหม่ๆ ยากๆที่เราทำไม่จำเป็นต้องสำเร็จทุกครั้งหรอก เราเรียนรู้จากความผิดพลาดแล้วเก็บเป็นบทเรียนไว้ใช้เมื่อเราลุยงานใหม่ๆครับ
นี่แหละครับข้อดีของ Google ที่เราจะเอามาปรับใช้ได้กับงานที่ทำอยู่ ถ้ามองให้แคบลงมาอีกนิด ในฐานะ Project Manager เราไม่มีอำนาจสั่งลุยหรือเลิกกับ Project ไหนๆหรอกครับ มันเป็นหน้าที่ของระดับ Project Sponsor ซึ่งจะเป็น Director, Vice-President หรือ CEO ก็ว่าไปแล้วแต่บริษัท สำหรับเราแล้วจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องให้ข้อมูลที่สำคัญ เช่น ความคืบหน้าของงาน ความเปลี่ยนแปลงทางตลาดและธุรกิจ นั่นรวมถึงความเสี่ยงต่างๆที่มีให้กับท่านๆเหล่านั้นเพื่อตัดสินใจว่าจะลุยหรือเลิก
Project Manager ที่ดีไม่ควรมองแค่ว่างานเสร็จตรงเวลาตามงบประมาณที่กำหนดคือเป้าหมายสูงสุด เราต้องมองด้วยว่าเมื่องานเสร็จแล้วมันขายได้มั้ย มันให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าจริงๆกับบริษัทรึเปล่า? ต้องคิดว่า Project Success, Business Failure (งานเสร็จแต่บริษัทเจ๊ง) เกิดขึ้นได้ตลอดเวลาครับ เราจำเป็นต้องคอยตรวจสอบสองเรื่องนี้อยู่เรื่อยๆครับ
- มีการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายของบริษัทหรือไม่ ถ้ามีแล้วจะส่งผลกระทบกับ Project เรามากน้อยแค่ไหน? ถ้ามีผลกระทบ นี่เป็นสัญญาณของ Project Success, Business Failure แล้วครับ ไม่จำเป็นต้องขนาด Project ใหญ่โตอะไรหรอกครับ แค่ Maintenance หรือ Minor Product Enhancement ก็ตาม ถ้านโยบายเปลี่ยนบางครั้ง Project เล็กๆก็ไม่สมควรจะทำอีกต่อไปเพราะความไม่คุ้มค่าทางธุรกิจครับ
- มีความเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจหรือการตลาดภายนอกหรือไม่? จุดนี้คงต้องอาศัยการทำงานร่วมกับ Product Manager ที่จะคอยติดตาม จับกระแสธุรกิจโลก การตลาด ความต้องการของลูกค้าอยู่เรื่อยๆว่ายังเป็นไปตามสมมติฐานที่ทำให้เกิด Project ของเรารึเปล่า ธุรกิจเดี๋ยวนี้เปลี่ยนแปลงเร็วมากๆครับ ความต้องการเมื่อสามเดือนที่แล้วอาจจะกลายเป็นเรื่องล้าสมัยในวันนี้ก็ได้ครับ
ผมเข้าใจว่า Google ก็มีกระบวนการนี้อยู่เหมือนกัน คงมีใครซักคนที่เก็บรวบรวมข้อมูลผลการดำเนินงานหลังจากเปิดให้บริการ Wave แล้วให้กับผู้บริหารระดับสูง เมื่อผลดำเนินงานไม่ดีเท่าไร ฝ่ายบริหารก็ตัดสินใจปิด Project นี้ในที่สุด
ข้อมูลเพิ่มเติม
ผมอาจจะเขียนเกินเลยไปนิดนึงที่ว่า Google ตัดหางปล่อยวัด Wave ไปแล้ว กลยุทธ์แบบเต็มๆของ Google ที่มีต่อเรื่องนี้คือว่าเค้าจะเลิกโครงการที่เป็น Wave Standalone Application อย่างที่เคยทำมาครับ ง่ายๆคือว่าจะไม่มี Wave ให้เราใช้แล้ว แต่ในส่วนของ Technology และ Platform เนี่ย เค้ายังจะเก็บไว้ให้โครงการอื่นๆใน Google เองเอาไปใช้ได้ถ้าเห็นว่าเหมาะสมครับ ในอนาคตอาจจะเป็นไปได้ว่ามี Application ตัวใหม่ที่ใช้ Technology ของ Wave เข้าไปรวมด้วยก็ได้นะครับ … หวังว่าคราวนี้จะใช้ง่ายๆหน่อยนะ
ที่มาของบทความนี้ก็คือว่าผมไปอ่านเจอบทความภาษาอังกฤษในนิตยสารรายเดือนของ PMI เรื่องเกี่ยวกับความกล้าที่จะ Kill Project ที่ดูแล้วไม่เป็นไปตามนโยบายขององค์กรครับ ถ้าเพื่อนๆสนใจรายละเอียดเพิ่มเติมก็ลองอ่านดูครับ มีบทความดีๆเยอะมากเลยหละ ![]()
Related posts:


อาจจะยังไม่ถึงเวลาของมันหรือป่าวคับ ถึงแม้ก่อนหน้ากูเกิลจะอธิบายด้วยการ์ตูน ต่าง ๆ นานา เพื่อให้มันดูง่าย แต่หลายคนก้อคิดว่ามันใช้ยากกก และยังไม่เห็นความจำเป็น
อาจจะต้องรอจิกซอว์ตัวอื่น ๆ เกิดขึ้นมาก่อน คนจะได้เห็นภาพที่ชัดกว่านี้ โปรเจคนี้อาจจะกลับมารวมกับโปรดักอื่นก้อได้ แต่ส่วนตัวผมยังใช้อยู่เลยหล่ะ แฮ่ ๆ
เห็นด้วยครับ อาจจะเป็นเพราะว่า Wave มาเร็วไปหน่อย หรืออีกมุมหนึ่งคือ Wave ไม่สามารถดึงดูดคนที่ไม่ได้อยากใช้ Collaboration Tool ได้มากนัก
ในแง่ของ Research and Development (R&D) การที่สินค้าซักอย่างจะประสบความสำเร็จได้นั้น Time to market กับ User adoption มีความสำคัญไม่แพ้กันเลย ถึงแม้ Google จะมี Technology ที่ดี มีกลุ่มผู้ใช้ (Installed base) อยู่มากมาย แต่การเป็น First-mover ครั้งนี้ของ Google ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงที่จะล้มเหลวอยู่หลายเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของความเข้าใจในสิ่งที่ผู้ใช้ต้องการจริงๆ
การเป็น First-mover บางครั้งก็ดีครับ คือถ้าคลิ๊กปุ๊บก็ไปโลด แต่ที่แป๊กก็เยอะนะ ใกล้ตัวหน่อยก็ Web Browser ซึ่งคนแรกๆที่ทำก็คือ MCSA Mosaic (ค.ศ. 1993) แต่ต่อมาไม่นานก็มี Netscape จนตอนนี้ Netscape หายไป กลายมาเป็น IE, Firefox, Chrome, Safari … เยอะแยะเลย
หลังจากที่ข่าวนี้ออกมา … ผมเริ่มเห็นคุณค่าของ Wave มากขึ้นแล้วหละครับ น่าเสียดายที่สายไปซะแล้ว