Project Management กับสงครามโลกครั้งที่สอง

Posted by kannique On June - 27 - 20102 COMMENTS
1 Star2 Stars3 Stars (No Ratings Yet)
Loading ... Loading ...

ที่สหรัฐอเมริกาหน่วยข่าวกรองหรือที่เรารู้จักกันดีในนาม CIA (Central Intelligence Service) นั้นมีหน้าที่สำคัญในการดูแลรักษาความปลอดภัยของชาติ ก็ชัดเจนนะครับกับบทบาทหน้าที่ของหน่วยนี้ ที่ผ่านตามาจากหนังหลายๆเรื่อง CIA (รวม FBI ด้วยก็ได้) นี่เก่งเหลือเกิน ผู้ร้ายวางแผนลึกลับซับซ้อนแค่ไหน หลบซ่อนอยู่ซอกไหนหลืบไหนพี่แกจัดการได้หมด … บางครั้งก็เก่งจนเวอร์เนอะ แต่ชีวิตจริงไม่เหมือนในหนังครับ เพราะอะไร?


ช่วงประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา CIA และหน่วยงานความมั่นคงอื่นๆสร้างความผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่ที่ส่งผลเสียหายต่อประเทศอย่างร้ายแรง เหตุการณ์แรกก็คือ 9/11 ผมคงไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติมว่าคืออะไรนะครับ CIA มองข้ามความเคลื่อนไหวเตรียมการที่จะโจมตีสหรัฐอเมริกาของกลุ่มอัลเคด้า แล้วหลังจากนั้นไม่นานก็มีความผิดพลาดเกิดขึ้นอีก เหตุการณ์นี้ก็คือการประเมินศักยภาพทางทหารของอิรักต่ำเกินไป ก่อนที่ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ลยู บุชจะสั่งให้ทหารบุกอิรักเพื่อโคนล้มซัดดัม ฮุสเซน ถ้าข่าวกรองที่ได้รับมีความถูกต้องหรือพิจารณาอย่างมีความรอบคอบมากกว่านี้คนอเมริกันหลายพันคนคงไม่ต้องสังเวยชีวิตไปแล้วโลกของเราคงไม่เป็นอย่างทุกวันนี้หรอก


โดยประมาณมีคนเสียชีวิตจากเหตุการณ์ 9/11 ทั้งสิ้น 3,000 คน และล่าสุดมีทหารและพลเรือนอเมริกันเสียชีวิตจากสงครามในอิรักแล้วทั้งสิ้นประมาณ 4,380 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 17 ก.พ. 2553) ตัวเลขผู้เสียชีวิตแม้จะแค่คนเดียวก็เป็นเรื่องน่าเศร้าทั้งสิ้น แต่เมื่อเปรียบเทียบเหตุการณ์ทั้งสองกับอีกเหตุการณ์หนึ่งซึ่งถูกมองว่าเป็นความล้มเหลวครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของหน่วยข่าวกรองและหน่วยสืบราชการลับแล้ว ต้องบอกเลยครับว่า 9/11 กับการบุกอิรักเป็นเรื่องเล็กๆเลยทีเดียว เหตุการณ์ที่ผมกำลังจะกล่าวถึงนั้นนับจำนวนผู้เสียชีวิตแล้วมีเป็นล้านๆคนครับ (น่าเศร้ามากจริงๆ)


Operation Barbarossa

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ตอนเช้ามืดวันที่ 22 มิถุนายน 1941 กองทัพนาซีเยอรมันของอดอฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) เริ่มปฏิบัติที่มีชื่อว่า Barbarossa[1] (Operation Barbarossa) เพื่อบุกสหภาพโซเวียตโดยมีเป้าหมายคือ

  • เพิ่มแรงงานในภาคอุตสาหกรรมในเยอรมันเอง โดยถ้าสหภาพโซเวียตพ่ายแพ้ เยอรมันจะได้เชลยสงครามจำนวนมากมาทดแทนทหารเยอรมันที่กำลังจะปลดประจำการเพื่อไปทำงานในโรงงาน (ล้ำลึกจริงๆ)
  • ได้ยูเครนมาเป็นแหล่งส่งข้าวส่งน้ำที่เพียงพอต่อการทำสงครามกับฝ่ายอื่นๆ
  • ได้พลเรือนจากสหภาพโซเวียตมาเป็นแรงงานซึ่งจะเพิ่มความเข้มแข็งของเยอรมันที่มีต่อประเทศในแถบยุโรปทั้งหมด
  • ชนะสหภาพโซเวียตจะเป็นบั่นทอนกำลังของพันธมิตรโดยเฉพาะอย่างยิ่งสหราชอาณาจักร
  • ได้น้ำมันและแหล่งพลังงานที่มีอยู่มหาศาลในสหภาพโซเวียต

เหตุการณ์โดยย่อก็มีว่า นับถึงวันที่ 9 กรกฎาคม 1941 กองทัพเยอรมันบุกยึดฝั่งตะวันตกของเมืองมิ้นสค์ (เมืองหลวงของเบลารุสในปัจจุบัน) พร้อมกับจับเชลยได้ 287,000 คน และเพิ่มขึ้นจนเป็น 872,000 คนเมื่อเวลาผ่านเลยมาถึงสิ้นเดือนสิงหาคม จำนวนผู้เสียชีวิตที่แน่นอนไม่ได้ถูกระบุไว้ แต่ดูๆแล้วก็ต้องเยอะมากๆอยู่แล้วหละครับเพราะว่าเมืองมิ้นสค์โดนถล่มด้วยอาวุธทางอากาศที่มีอานุภาพสูงของกองทัพเยอรมันจนราบเป็นหน้ากลอง ถึงตอนนั้นสหภาพโซเวียตสูญเสียกำลังการผลิตทั้งทางอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมไปเกือบครึ่งเพราะพิษสงคราม


Operation_Barbarossa
นี่คือหนึ่งในการเคลื่อนพลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ใหญ่แค่ไหน? ลองนึกภาพกองทหาร 3 ล้านคน รถถังอีก 3,400 คัน เครื่องบินอีก 4,400 ลำ ตัวเลขนี้เฉพาะฝั่งกองทัพนาซีนะครับ มาปะทะกับกองทัพขนาดยักษ์ไม่แพ้กันของสหภาพโซเวียต มันเลยกลายเป็นที่มาของหายนะทางสงครามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เหมือนกัน … แต่ความสูญเสียที่เกิดขึ้นจะน้อยลงกว่านี้ได้มากถ้าข่าวกรองที่มาถึงโจเซฟ สตาลิน (Joseph Stalin) ผู้นำสหภาพโซเวียตในขณะนั้นได้รับการใส่ใจมากกว่านี้


Intelligence Failure

ในช่วงเดือนสิงหาคม 1940 หน่วยงานความมั่นคงของสหราชอาณาจักรได้รับข่าวที่น่าเชื่อถือได้มาว่าฮิตเลอร์กำลังวางแผนที่จะบุกสหภาพโซเวียต ข่าวนี้ก็ถูกส่งต่อจนไปถึงสตาลิน แต่สตาลินเลือกที่จะไม่สนใจมันครับ ด้วยเหตุผลที่ว่าสตาลินไม่ค่อยจะไว้ใจสหราชอาณาจักรเท่าไรนัก กลัวว่านี่จะเป็นข่าวลวง เป็นการยุยงให้สตาลินประกาศทำสงครามกับฮิตเลอร์


เตือนแล้วไม่ฟังครั้งแรกยังไม่พอครับ ถัดมาในช่วงฤดูใบไม้ผลิของปี 1941 หน่วยงานความมั่นคงของสหภาพโซเวียตและสหรัฐอเมริกาก็ได้ส่งข่าวเตือนถึงปฏิบัติการของฮิตเลอร์อยู่เป็นระยะๆ เหมือนเดิมครับ สตาลินก็ยังไม่ใส่ใจเรื่องนี้มากนัก สาเหตุก็เพราะสนธิสัญญา Molotov-Ribbentrop Pact ที่เซ็นกันสองปีก่อนหน้านั้น (Molotov-Ribbentrop Pact เป็นสนธิสัญญาระหว่างเยอรมันกับสหภาพโซเวียตโดยมีข้อตกลงว่าจะไม่รุกรานซึ่งกันและกัน) สตาลินเชื่อว่าฮิตเลอร์จะไม่ผิดสัญญา เอ้า ถึงฮิตเลอร์จะผิดสัญญาจริงก็คงหลังไปลุยกับสหราชอาณาจักรกับสหรัฐอเมริกาแล้ว

ถ้าสองเหตุการณ์นี้ยังไม่พอจะเป็นหลักฐานที่ชี้ให้เห็นถึงความดื้อรั้นของสตาลินหละก็ งั้นบวกเรื่องนี้เข้าไปด้วยครับ วันที่ 21 กรกฎาคม 1941 (1 วันก่อนกองทัพเยอรมันบุก) มีทหารเยอรมันหนีทัพเข้ามาแจ้งข่าวนี้ให้สหภาพโซเวียตรู้ สตาลินยังไม่สนเลยครับ (สุดๆไปเลย)


The_Actors
ความเชื่อและอคติส่วนตัวของสตาลินนำมาซึ่งความเสียหายอย่างใหญ่หลวงเพราะเมื่อไม่คิดว่าจะมีการรุกรานก็เลยไม่มีการเตรียมการรับมือที่ดี (ไม่มี Risk Management เลยนะเนี่ยะ) ชายแดนของสหภาพโซเวียตไม่ได้รับคำเตือน ไม่มีการปรับกำลังเพื่อรับมือข้าศึกศัตรูใดๆทั้งสิ้น พอกองทัพเยอรมันบุกมา ก็เสร็จซิครับแบบนี้


Why Soviet Defeat

ทำไมสหภาพโซเวียตถึงถูกกองทัพเยอรมันบุกถล่มจนราบได้ขนาดนั้น? จากเหตุการณ์ที่ผมเล่ามาเพื่อนๆก็คงพอจะประเมินได้นะครับว่าเป็นเพราะความไม่พร้อมของกองทัพตัวเอง ไม่มีการซ้อมรบที่จริงจัง ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเพราะความเชื่อของสตาลินที่ว่าฮิตเลอร์จะไม่บุกประเทศของเขา


อีกสาเหตุที่สำคัญเลยก็คือการบริหารจัดการคนของสตาลิน ปี 1936-1938 กับปฏิบัติการที่ชื่อว่า Great Purge ซึ่งมีจุดมุ่งหมายที่จะรวบรวมอำนาจทั้งทางการเมือง (พรรคคอมมิวนิสต์) และทางรัฐบาลมาอยู่ที่ตัวเขาคนเดียว ฟังดูก็รู้ครับว่ามีคนต้องสังเวยชีวิตมากมายแน่นอน ทั้งชาวบ้าน ข้าราชการ และผู้นำทางทหารหลายคนที่ไม่เห็นด้วยกับสตาลินถูกเก็บเรียบ นี่เป็นที่มาของปัญหาขาดแคลนกำลังพล และผู้นำทางทหารที่มีความสามารถ คือว่าผลิตคนรุ่นใหม่มาทดแทนไม่ทัน ผู้นำไม่มีพอข้าศึกมาก็มีปัญหาหนักแบบนี้แหละครับ


ต่อมาก็ในช่วงที่ทำสงครามกับกองทัพเยอรมันนั่นแหละครับที่แสดงให้เห็นถึงความโหดเหี้ยมแบบสุดขั้วของสตาลิน ในช่วงแรกของสงคราม กองทัพเยอรมันสามารถบุกยึดเมืองมิ้นสค์ได้ภายใน 6 วัน เรื่องนี้สตาลินไม่พอใจอย่างมากครับ ก็เลยเรียกนายพลดิมิทรี พาฟลอฟ[2] (Dmitry Pavlov) ผู้บังคับบัญชากองทหารที่รับผิดชอบป้องกันเมืองมิ้นสค์เข้าพบพร้อมกับนายทหารระดับสูงอีกสองคน ก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงครับ สตาลินสั่งประหารทั้งสามนายพลด้วยข้อหาไร้ความสามารถ เหตุการณ์แบบนี้มีอยู่เนืองๆระหว่างสงครามครับ สตาลินแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนเลยว่าพร้อมจะลงโทษทุกคนที่เขาคิดว่ามีส่วนทำให้สหภาพโซเวียตอ่อนแอ


เรื่องนี้สร้างความอกสั่นขวัญแขวนให้กับกองทัพสหภาพโซเวียตเป็นอย่างมาก ถึงขนาดที่ว่ามีบางคนชั่งใจว่าจะยอมแพ้แล้วให้กองทัพเยอรมันจับดีหรือว่าจะหนีกองทัพไปเลยดี เพราะขืนสู้แล้วแพ้ก็โดนสตาลินจัดการอยู่ดี … แต่ก็เหมือนหนีเสือปะจระเข้ครับ เพราะว่าฮิตเลอร์นั้นไม่ต่างกับสตาลินเลย หลังจากบุกยึดเมืองมิ้นสค์ได้แล้วก็จัดการฆาตกรรมหมู่ทั้งทหารและพลเรือนไปเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะทางไหนก็ต้องตายเหมือนกัน สุดท้ายแล้วทหารของกองทัพโซเวียตก็ต้องเลือกสู้จนตัวตายกับกองทัพเยอรมัน เป็นการต่อสู้ด้วยความกลัว ไม่ใช่ต่อสู้เพื่อผู้นำของพวกเขาเลย น่าเศร้าจริงๆ


The Outcome

หลายคนคงสงสัยว่าผลสรุปของสงครามครั้งนี้เป็นอย่างไร? โดนถล่มหนักขนาดนี้ บวกกับความอ่อนแอภายใน สหภาพโซเวียตจะต้องตกเป็นเมืองขึ้นของเยอรมันแน่ๆเลย ถ้าสรุปแบบนั้นก็ถูกครึ่งนึงนะครับ ที่ถูกคือสหภาพโซเวียตเละเลย โดนเยอรมันบุกมาจนประชิดกรุงมอสโคว์เลยครับ เมืองที่เป็นทางผ่านเช่น เบลารุส ยูเครน หรือเมืองอื่นๆตามชายฝั่งทะเลบอลติกเสร็จเยอรมันหมด นับๆดูแล้วกองทัพเยอรมันเดินหน้าเข้ามาได้ตั้งประมาณ 1,690 กิโลเมตรแหนะ (ไกลจริงๆ) ครอบครองดินแดนไว้เกือบๆ 1.3 ล้านตารางกิโลเมตร (ใหญ่มากๆ ประเทศไทยมีเนื้อที่ประมาณ 5.1 แสนตารางกิโลเมตร ลองเทียบดูครับ) นี่คือครึ่งที่ถูก … แล้วครึ่งที่ผิดหละ


พูดได้ไม่เต็มปากครับว่ากองทัพเยอรมันชนะศึกอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเพราะเยอรมันไม่สามารถบรรลุเป้าหมายสำคัญคือการยึดกรุงมอสโคว์ได้ เพราะอะไร? สตาลินแก้เกมส์ได้ดี? กองทัพสหภาพโซเวียตมีกำลังใจฮึกเหิมต่อสู้ฟาดฟันจนกองทัพเยอรมันต้องแตกพ่ายไป? ไม่ใช่เลยครับ ที่เยอรมันแพ้ แพ้เพราะสภาพอากาศต่างหากครับ เพื่อนๆคงรู้ว่าสหภาพโซเวียต (เอาง่ายๆ รัสเซียในปัจจุบัน) อยู่แถบขั้วโลกเหนือซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความหฤโหดของธรรมชาติในฤดูหนาว ใช่ครับ กองทัพเยอรมันแพ้เพราะหนาวครับ


ฮิตเลอร์และกองทัพเยอรมันคงนึกไม่ถึงเหมือนกันว่าต้องมาเจออากาศแบบนี้ครับ ก็เลยไม่ได้เตรียมการป้องกันที่ดีไว้ (นี่ก็ไม่มี Risk Management เหมือนกัน) วันเวลาล่วงผ่านเข้าฤดูหนาว ด้วยความที่ไม่มีที่กำบังที่ดีพอ เสื้อกันหนาวก็ไม่มี เสบียงก็ขาดมือเพราะการขนส่งผ่านทุ่งหิมะมีปัญหา สุดท้ายกองทัพเยอรมันก็ต้องยอมยกทัพกลับไปหลังจากที่แพ้ศึกย่อยที่เมืองสตาลินกราด (Stalingrad) และคุ๊สค์ (Kursk) ตอนประมาณปลายปี 1941 ครับ


ถอนกำลังจากสหภาพโซเวียตไม่ทันไร ฮิตเลอร์ก็จับมือกับญี่ปุ่นประกาศสงครามกับสหรัฐอเมริกาเมื่อเดือนธันวาคม 1941 และนี่เป็นที่มาของสงครามโลกครั้งที่สองแบบเต็มรูปแบบครับ


About Project Management

ที่พาย้อนอดีตไปซะไกลมีจุดประสงค์อะไร? เรื่องนี้เกี่ยวกับ Project Management ยังไง? สำหรับผมแล้วมันเกี่ยวอยู่หลายประเด็น ที่สำคัญที่สุดคือเรื่องของการเปิดหูเปิดตารับฟังข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับงานที่เราทำ แล้วก็เรื่องของการให้คุณให้โทษกับผู้ใต้บังคับบัญชาครับ


ในฐานะ Project Manager เราควรรับฟังทุกเสียง ทุกความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับ Project ที่เราดูแลอยู่ ไม่ว่าข้อมูลเหล่านั้นจะเป็นข่าวดีหรือข่าวร้าย แต่ฟังอย่างเดียวไม่พอเราจำเป็นต้องพิจารณาข้อมูลที่ได้มาด้วยว่ามีความน่าเชื่อถือแค่ไหน มีโอกาสเป็นจริงได้ตามนั้นมากน้อยแค่ไหนครับ การที่จะหลับหูหลับตาเชื่อเพียงเพราะมันคือข่าวดี หรือเพราะเราชอบคนที่นำข้อมูลมาบอกเราอาจจะทำให้เกิดความเสียหายตามมาได้ ตัวอย่างก็สตาลินเลยครับ เลือกที่จะเชื่อตัวเองมากเกินไป มั่นใจตัวเองมากเกินไป ไม่สนใจรับฟังเสียงรอบข้างเลยแม้แต่น้อย นี่เป็นสาเหตุให้กองทัพเยอรมันรุกรานสหภาพโซเวียตได้อย่างง่ายดายกว่าที่ควรจะเป็น


อีกเรื่องที่เป็นบทเรียนให้เราได้ก็คืออย่าลงโทษผู้ใต้บังคับบัญชาแบบไร้เหตุผล เรื่องนี้เป็นข้อควรระวังของทุกคนที่เป็นหัวหน้า ไม่ว่าจะเป็น Project Manager หรือตำแหน่งอื่นๆก็ตาม จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสตาลินไร้เหตุผลอย่างไร? ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการที่เค้าสั่งประหารชีวิตนายพลดิมิทรี พาฟลอฟเพราะไม่สามารถป้องกันเมืองมิ้นสค์จากการรุกรานของเยอรมันได้ ผมมองว่านี่เป็นการลงโทษเพื่อกลบเกลื่อนความผิดของตัวเอง ก็เป็นเพราะตัวสตาลินเองที่ไม่เชื่อเรื่องการรุกรานจึงไม่ออกคำสั่งให้กองทหารเตรียมพร้อม พอโดนบุกเข้าจริง กองทัพพ่ายแพ้ กลับมาประหารแม่ทัพซะอีก แบบนี้จะได้ใจลูกน้องได้ยังไงครับ?


แต่ที่ว่าจะใจดีเกินไป ใครทำผิดก็ไม่ลงโทษเลยแบบนี้ก็ไม่ดีครับ เราควรอยู่ในทางสายกลางซึ่งต้องให้ความยุติธรรมกับทุกฝ่าย ผมมองว่า
เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นผู้นำที่ดีควรจะต้องถามตัวเองก่อนว่า “เราทำอะไรผิดไปรึเปล่า? เรามีส่วนร่วมรับผิดชอบกับความผิดพลาดที่เกิดขึ้นครั้งนี้ไหม?” จากนั้นค่อยไปมองหาสาเหตุอื่นๆที่อาจจะเกิดจากผู้ใต้บังคับบัญชาของเราครับ ใครทำผิด ผิดมากน้อยแค่ไหน เราก็ควรพิจารณาลงโทษอย่างสมเหตุสมผล ไม่ใช่ว่าใครทำอะไรไม่ถูกใจก็สั่งฟันซะเละ เอาสะใจตัวเอง แบบนี้รับรองได้ว่าอีกไม่นานไม่มีใครอยู่ทำงานด้วยหรอกครับ


ที่สำคัญ อย่าลืมลงโทษตัวเอง หัวหน้าปัดความรับผิดชอบไปไม่พ้นหรอกครับ ไม่มีทางเลย ตัวอย่างเช่นน้องเอ (นามสมมติ) System Analyst มือใหม่เกิดตบะแตก ด่ากราดใส่ลูกค้าที่เรื่องมาก ขอเปลี่ยน Requirement ไปๆมาๆ แบบนี้ใครผิดครับ ชัดเจนว่าน้องเอนี่แหละผิดเต็มๆ แต่ เอ๊.. ใครมอบหมายงานนี้ให้น้องเอไปทำหละ? ก็เราไม่ใช่หรอ ถ้าเราเลือกน้องบี (นามสมมติ) ที่ใจเย็นกว่าไปก็คงไม่เกิดปัญหาหรอก ถ้าเหตุการณ์เป็นแบบนี้เราต้องมองว่าความผิดอยู่ที่ตัวเราด้วย เราต้องหาทางปรับปรุงตัวเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาแบบนี้ขึ้นมาอีกครับ


บทความนี้ค่อนข้างยาวนะครับ แต่ผมคิดแล้วว่าลองเปลี่ยนบรรยากาศมาเรียนรู้เรื่องราวประวัติศาสตร์บ้างก็ดีเหมือนกัน อดีตให้บทเรียนที่ดีกับเราได้ ช่วยให้เราทำอนาคตให้ดีขึ้นด้วยประสบการณ์ที่สอนเราครับ


เพื่อนๆหละครับ มีประสบการณ์กับเรื่องหัวหน้า-ลูกน้องยังไงบ้าง? (เปิดโอกาสให้บ่นได้เต็มที่เลย) :D



[1] Barbarossa: ตอนแรกปฏิบัติการนี้มีชื่อเรียกว่า Fritz แต่ภายหลังฮิตเลอร์ได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น Barbarossa ตามชื่อของ Frederick Barbarossa จักรพรรดิโรมันผู้ซึ่งบุกยึดดินแดนศักดิ์สิทธิ์ได้ในปี 1190

[2] Dmitry Grigorevich Pavlov: ผู้บังคัญบัญชากองทัพสหภาพโซเวียตทำหน้าที่ป้องกันดินแดนจากการรุกรานของกองทัพเยอรมันในช่วงต้นของปฏิบัติการ Barbarossa หลังจากพ่ายแพ้ต่อกองทัพเยอรมัน Pavlov ได้ถูกจับกุมตัวและตัดสินประหารชีวิตโดยสตาลิน แต่สุดท้ายได้ทำให้พ้นข้อกล่าวหาในปี 1956 พร้อมๆกันนายทหารระดับสูงอีกจำนวนมากหลังจากที่สตาลินเสียชีวิต (ปี 1953)


Related posts:

  1. Stakeholder Management เรื่องที่ควรใส่ใจ
  2. Buffer Management ที่ถูกต้องเพื่อ Project Plan ที่สมบูรณ์
  3. Project Management: ปัญหาการเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง
  4. ฟรี Project Management Template
  5. Student Syndrome ใน Project Management

2 Responses to “Project Management กับสงครามโลกครั้งที่สอง”

  1. จริงค่ะ ช่างเปรียบเทียบ

  2. kannique says:

    หม้อข้าวหม้อแกงลิง says:

    ครับ พอดีอ่านหนังสือเจอเรื่องฮิตเลอร์ vs. สตาลินแล้วก็นึกถึงงานที่ทำอยู่อะครับ :D

Leave a Reply