บทเรียนจากความล้มเหลวของ AIRBUS A380

Posted by kannique On March - 13 - 20104 COMMENTS
1 Star2 Stars3 Stars (No Ratings Yet)
Loading ... Loading ...

เพื่อนๆคิดว่าบริษัทผลิตเครื่องบินใหญ่มั้ยครับ? … ทุกคนคงตอบเหมือนกันว่า ใหญ่ซิ แล้วบริษัทใหญ่ที่ว่าจะมีความเป็นมืออาชีพสูงมั้ยครับ? อึ้ม … ก็น่าจะเป็นอย่างนั้นนะ แต่ความจริงก็คือบริษัทที่ว่านี้ล้มเหลวกับโครงการสร้างเครื่องบินที่โดยสารที่ใหญ่ที่สุดในโลก ล้มเหลวด้วยสาเหตุที่ทุกคนทำใจเชื่อได้ยากเมื่อดูจากขนาด ชื่อเสียง และผลงานที่ผ่านมาในอดีต


ใช่ครับ ผมกำลังพูดถึงบริษัท Airbus กับอภิมหาโครงการ Airbus A380 ที่ล้มเหลวแบบไม่เป็นท่าและทำความเสียหายให้กับบริษัทเป็นเงินถึง 2.8 หมื่นล้านยูโร!!!


Airbus_A380

Photo Credit: http://burnz.files.wordpress.com/


ประวัติของ AIRBUS

ประวัติคร่าวๆของ Airbus ก็มีว่าบริษัทนี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1970 ด้วยจุดประสงค์สองประการ หนึ่งคือเพื่อสร้างสหภาพ (Consortium) ของผู้ผลิตเครื่องบินพาณิชย์และเครื่องบินทางการทหารขึ้นมาจากบริษัทที่มีอยู่แล้วใน 16 เมือง 4 ประเทศในยุโรปซึ่งได้แก่ ฝรั่งเศส เยอรมัน อังกฤษ และสเปน และสองเปลี่ยนแปลงบริษัทที่มีอยู่นั้นให้ทันสมัยเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันกับบริษัทจากฝั่งสหรัฐอเมริกาในขณะนั้น เช่น Boeing, McDonnell Douglas และ Lockheed (ตอนนี้เหลือแต่ Boeing แล้วครับ) ปัจจุบันนี้ Airbus มีพนักงาน 57,000 คน โดยมีโรงงานประกอบเครื่องบินขั้นสุดท้ายที่ Toulouse (ฝรั่งเศส) Hamburg (เยอรมัน) Seville (สเปน) และล่าสุด Tianjin (จีน)


ที่มาของ AIRBUS A380

ประมาณปี ค.ศ. 1990 Airbus เริ่มมีแนวคิดที่จะสร้างเครื่องบินโดยสารขนาดใหญ่มาเพื่อแข่งขันกับ Boeing (Boeing 747) ซึ่งครองตลาดกลุ่มนี้อยู่ในช่วงนั้น หลังจากผ่านการทำวิจัยการตลาด วิเคราะห์ความเป็นไปได้ของโอกาสทางธุรกิจแล้ว ในปี ค.ศ. 1994 Airbus ก็ตัดสินใจที่จะลุยครับ Airbus พิจารณาทางเลือกต่างๆสำหรับการทำโครงการนี้ นั่นรวมถึงการออกแบบเพื่อขยาย Airbus A340 (เครื่องบินโดยสารที่ใหญ่ที่สุดของ Airbus ในขณะนั้น) ให้ใหญ่ขึ้น แต่สุดท้ายแล้วก็เลือกที่จะสร้าง Airbus A380 แบบใหม่เอี่ยมเลยครับ ผ่านไป 5 ปีของการเตรียมงานปี ค.ศ. 2000 Airbus จึงประกาศเปิดโครงการที่จะสร้างเครื่องบินโดยสารที่ใหญ่ที่สุดในโลกขึ้นมาอย่างเป็นทางการ ดูคุณสมบัติเต็มๆของ A380 ได้ที่นี่ครับ


นี่ก็คือที่มาคร่าวๆของโครงการ Airbus A380 ครับ ต่อไปเรามาดูกันว่าเกิดอะไรขึ้นในระหว่างโครงการ


เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ในช่วงที่เริ่มต้นโครงการ Airbus A380 นั้น Airbus ได้ทำการปฏิวัติโครงสร้างองค์กรใหม่โดยย้ายผู้บริหารระดับสูงจากทั้ง 16 สาขาใน 4 ประเทศมาอยู่ที่เดียวกัน หวังว่าการทำงานที่ใกล้ชิดกันมากขึ้นจะช่วยให้การติดต่อสื่อสารและประสานงานจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นไปด้วย แต่มันไม่เป็นอย่างที่หวังหนะซิครับ เพราะว่าการรวมตัวครั้งนี้มันไม่แนบสนิทซักเท่าไร ถึงแม้ว่าจะมีการทำงานประสานกันในบางส่วน แต่ความคิดที่ยืดติดกับบริษัทแม่ของตัวเองจริงๆแล้วยังมีอยู่มากครับ เช่น ถึงแม้หน่วยงาน (สาขา) ต่างๆจะร่วมกันออกแบบ Airbus A380 แต่หน่วยงานเหล่านั้นก็ไม่มีการเปิดเผยข้อมูลทางด้านการเงินให้แก่กัน แถมต่างคนก็ต่างจะพยายามแข่งกันทำกำไรให้กับบริษัทแม่ของตัวเองโดยขายสินค้าราคาแพงให้กับหน่วยงานอื่นๆ เริ่มต้นก็ดูไม่ดีซะแล้วครับ แต่ก็ไม่มีใครเห็นปัญหาที่ซ่อนอยู่นี้เลย


เรื่องมันมาแดงตอนประมาณ ปี 2005 ครับ โรงงานผลิตที่เยอรมันและฝรั่งเศสเริ่มออกมากล่าวโทษอีกฝ่ายว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้การส่งมอบ Airbus A380 ต้องล่าช้าออกไปจากปี ค.ศ. 2005 เป็น 2006 ถึงตรงนี้ Project เริ่ม delay แล้วครับ เท่านั้นยังไม่พอ ปี ค.ศ. 2006 ขั้นตอนการประกอบระบบสายไฟซึ่งออกแบบและผลิตที่ Hamburg ต้องล้มเหลวเพราะว่าไม่สามารถติดตั้งให้เข้ากับตัวเครื่องบินที่ออกแบบและผลิตโดยโรงงานที่ Toulouse อยากรู้มั้ยครับว่าปัญหานี้เกิดจากอะไร …


การออกแบบระบบสายไฟที่ Hamburg นั้นใช้ซอฟท์แวร์ที่ชื่อ CATIA ซึ่งเป็นรุ่นเก่า (version 4) แต่การออกแบบตัวเครื่องบินที่ Toulouse นั้นใช้รุ่นล่าสุด (version 5) !!! โชคไม่ดีที่ว่ามันมีปัญหาเรื่อง compatibility ของซอฟท์แวร์สองรุ่นนี้อยู่ ทำให้การติดตั้งระบบสายไฟซึ่งยาวเป็นร้อยๆไมล์ในเครื่องบินล้มเหลว ปัญหานี้ทำให้ Airbus ไม่มีทางเลือกนอกจากต้องระงับสายการผลิต Airbus A380 แล้วมาออกแบบระบบกันใหม่ซึ่งทำให้ต้องเลื่อนวันส่งมอบสินค้าไปอีกสองปี ผลที่ตามมาคือ Airbus เสียหายเป็นเงิน 2.8 หมื่นล้านยูโร (pre-tax earning ระหว่าง 2006-2010) นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบให้ Project อื่นๆที่ทำอยู่ต้องเลื่อนออกไปอีกด้วย จากที่ตั้งเป้าหมายไว้ที่ปี 2005 กลายมาเป็นเดือนตุลาคม ปี 2007 ครับ ซึ่ง Airbus A380 ลำแรกถูกส่งมอบให้กับสิงค์โปร์ แอร์ไลน์ … เป็นสองปีที่หายไปครับพร้อมกับโอกาสดีๆมากมาย


บทเรียนที่หนึ่ง — Bad Communication

สำหรับผมเอง มันไม่น่าเชื่อเลยนะครับว่าบริษัทระดับใหญ่โตขนาดนี้จะมาทำผิดพลาดกับเรื่องที่ใช้ซอฟท์แวร์กันคนละรุ่น แถมโครงการนี้ไม่ใช่แค่สามเดือนหกเดือน นี่มันโครงการระดับ 4-5 ปี แต่ไม่มีใครรู้เรื่องหรือระแคะระคายกับปัญหาที่ซ่อนอยู่นานถึงเกือบ 4 ปี


เหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่าการสื่อสารเป็นเรื่องสำคัญมากแค่ไหนในโลกของการบริหารจัดการโครงการครับ อาจารย์ที่สอนวิชา Project Management ผมย้ำเสมอครับว่าทักษะและหน้าที่ที่สำคัญที่สุดของ Project Manager ที่ดีคือการสื่อสาร (communication) ครับ จากผลสำรวจหลายๆครั้ง Bad Communication เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ Project ล้มเหลวมาโดยตลอด ดังนั้นหน้าที่ของ Project Manager คือต้องสื่อสาร สื่อสาร และสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดใน Project ครับ


บทเรียนที่สอง — Bad Organization

ถ้าเรามองปัญหาแค่ผิวเผินเราก็คงจะโยนความผิดไปให้ Project Manager ที่สื่อสารและจัดการ Technical Issues ได้ไม่ดีพอ แต่ถ้าเราถามตัวเองต่อไปว่า แล้วมันมีอะไรที่เป็นสาเหตุอยู่เบื้องหลังอีกมั้ย? เราอาจจะมองเห็นว่าปัญหาใหญ่ที่แท้จริงมันมาจากผู้บริหารระดับสูงครับ เพราะว่าผู้บริหารระดับสูงล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการสร้างความเป็นหนึ่งเดียวในการทำงานภายใต้ร่มคันใหญ่ยี่ห้อ Airbus อย่างที่กล่าวไว้ข้างบนครับว่า การรวมตัวของบริษัท (สาขา) ต่างๆจาก 16 เมืองใน 4 ประเทศนั้นเป็นเพียงแค่การรวมตัวอย่างหลวมๆเท่านั้นเอง พนักงานส่วนใหญ่ยังคงจงรักภักดีอยู่กับบริษัทแม่เดิมของตัวเอง และกำแพงนี้ไม่ได้ถูกทำลายลงง่ายๆด้วยการแค่ประกาศว่า “เรามารวมบริษัทกันเถอะ”


ลองคิดเล่นๆดูว่าขนาดเราเป็นคนไทยด้วยกัน พูดภาษาเดียวกัน ทำงานบริษัทเดียวกันยังมีเรื่องความรัก ความชอบ ความไม่ชอบ แล้วก็การเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องตั้งเยอะแยะ แล้วกับบริษัทที่ต้องมีสาขา 16 สาขากระจายอยู่ใน 4 ประเทศหละครับ มันจะวุ่นวายขนาดไหน ก็ขนาดที่เห็นนี่แหละครับ สองปีกับอีก 2.8 หมื่นล้านยูโร


ความล้มเหลวของ Airbus A380 แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าการจัดการและความแตกต่างทางวัฒนธรรมในองค์กรมีผลอย่างมากต่อความก้าวหน้าของงานทุกอย่าง ดังนั้นก่อนที่เราจะเริ่มต้นทำ Project อะไร เราในฐานะ Project Manager ต้องมั่นใจว่าบุคคลากรที่มีเราพร้อมจะทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ต้องถึงขนาดรักกันกลมเกลียวหรอกครับ มันเป็นไปได้ยาก ยิ่งทำงานกันระหว่างประเทศ แต่ขอให้ทุกคนมีความเป็นมืออาชีพ มีความรับผิดชอบต่องาน เพื่อนร่วมงาน และบริษัทก็พอครับ


บทความนี้ถือซะว่าเป็นการเล่าสู่กันฟังแล้วกันนะครับ ใครเคยมีปัญหากับการสื่อสารหรือการทำงานร่วมกันกับคนหลายๆกลุ่ม หลายๆชาติแบบนี้มั่งมั้ยครับ ช่วยแชร์ปัญหาและแนวทางแก้ไขด้วยจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ เพราะทุกวันนี้ผมเองก็ยังปวดหัวกับเรื่องพวกนี้ไม่หาย ฮ่าๆ


Related posts:

  1. จัดการปัญหาอย่างมั่นใจด้วย Flexibility Matrix
  2. ลาก่อน Google Wave

4 Responses to “บทเรียนจากความล้มเหลวของ AIRBUS A380”

  1. GobGap says:

    จริงครับ เรื่องการสื่อสารเป็นสิ่งสำคัญ ผมเป็นแฟน series “Hell’s kitchen” ที่เป็นรายการแข่งกันเพื่อจะหาพ่อครัวไปคุมร้านของ chef แรมซี่ สิ่งที่เห็นได้ในแต่ละตอนเลยคือ การสื่อสารที่ไม่เพียงพอหรือไม่ชัดเจน ทำให้เสิร์ฟอาหารไปใ้ห้ลูกค้าช้า และบางทีไม่มีคุณภาพต้องกลับมาทำใหม่ จากประสบการณ์ Project manager ควรจะกำหนด Communication plan ตั้งแต่ช่วงแรกของ project หรือตอน kick-off กำหนดว่าจะมีการสื่อสารผ่านช่องทางไหน วิธีใด รวมถึงความถี่ เช่น จะมีการ update progress ผ่าน progress report ที่จะมีการ email ทุกวันศุกร์ ทั้งนี้ช่วยให้ทีมได้ plan เวลาส่วนหนึ่งในการ update และติดตาม progress report ต่อไปอาจจะได้มีโอกาสมาแชร์เรื่องการทำ progress report นะครับ ^^,

  2. Aui says:

    Shere จากประสบการณ์ตรงคะ(ที่ไม่ค่อยดี)? PM? handle งานหลาย ๆ Project มากเกินไป ทำให้จัดลำดับความสำคัญของงานไม่ดี?? การจะพูดคุยกับทีมหรือลูกค้าก็อาจทำได้ไม่ดีเช่นกัน แต่ถ้ามองในมุมมองของลูกค้า การพูดคุยถือเป็นการ Update Progress ของงานได้เหมือนกัน เพราะอย่างน้อยก็เป็นแลกเปลี่ยนมุมมอง การลด requirement change ได้ด้วย?

    เห็นด้วยกับคุณ GobGap?? ต้อง set communication plan ตั้งแต่แรก?

  3. forklift says:

    Bad Communication สำคัญมากครับ หลายๆองค์กรไม่ว่าจะเล็กจะใหญ่ มักจะตายตรงจุดนี้เสมอ

  4. ohm says:

    แล้วเครื่องบินขนส่งยักษ์ Antonov An-225 กลับฟื้นคืนชีพจากซากได้เนอะ

Leave a Reply