เหตุการณ์ที่เกิด
หนึ่งในปัญหาที่ท้าทายของ Project Manager ส่วนใหญ่ก็คือการที่ไม่สามารถจะพูดว่า “ไม่” นั่นเองครับ (ใจดี ปฏิเสธใครไม่เป็น) ลองพิจารณาจากตัวอย่างนี้นะครับ ลูกน้องเดินเข้ามาหาเราพร้อมกับปัญหาของเขา
ที่พูด: “หัวหน้าครับผมมีปัญหาแบบนี้ครับ ผมอยากจะได้คำแนะนำจากหัวหน้าอะครับ”
แต่ที่คิด: “หัวหน้าครับผมมีปัญหาแบบนี้ครับ ช่วยแก้ปัญหานี้ให้ผมหน่อยซิครับ”
อ่าว … แย่หละซิครับ ถ้าเราไม่เอะใจแล้วปล่อยเลยตามเลยจากปัญหาเขาจะกลายมาเป็นปัญหาเราแบบไม่รู้ตัวครับ เราจะจัดการกับสถานการณ์นี้ยังไงดี? (ท่องไว้ในใจเลยครับว่า คนจริงใจต้องนิ่ง
)
หนึ่ง
พยายามตัดปัญหาที่ไม่เกี่ยวกับตัวเรา หรือเราไม่จำเป็นต้องเข้าไปเกี่ยวข้องออกไปซะ คงไม่ถึงขนาดตัดเยื่อใยไม่ช่วยหรอกนะครับ แต่อาจจะเป็นการแนะนำคนที่เขาควรจะไปคุยด้วยจริงๆให้มากกว่า
สอง
ถ้าเราจำเป็นต้องเข้าไปจัดการปัญหานั้น เราต้องทำให้แน่ใจว่าเมื่อลูกน้องเราเดินกลับออกไป เขายังคงรู้สึกว่าปัญหานั้นยังคงเป็นของเขา ไม่ใช่ของเรา วิธีการก็เช่น พยายามอย่าพูดว่า “โอเค เดี๋ยวผมจัดการต่อให้” แล้วก็ปล่อยเขาเดินออกไปจากห้อง ผมคิดว่ามันควรจะเป็นว่า “โอเคครับ เรื่องนี้ผมคิดว่าคุณควรจะส่งอีเมล์ไปหาคุณ ก. โดยตรงนะ แต่ cc ผมไว้ด้วย ถ้าคุณ ก.ตอบมาแล้วผมจะช่วยรีวิวให้อีกที” แบบนี้ลูกน้องเราก็จะรู้สึกว่าได้รับความช่วยเหลือในขณะเดียวกัน เค้าก็ยังรู้สึกว่างานก็ยังเป็นของเค้านะ
สาม
ถ้าเราจำเป็นจะต้องเข้าไปติดตามตรวจสอบปัญหานั้นอย่างต่อเนื่องหละก็บอกลูกน้องไปว่าการตัดสินใจต่างๆที่จะเกิดขึ้นเป็นการตัดสินใจร่วมกันระหว่างเขาและเราและปัญหานั้นก็ยังเป็นของเขาอยู่ จากเหตุการณ์ข้างบน เราอาจจะบอกเขาเพิ่มเติมไปว่า “ถ้าคุณ ก.ตอบมาแล้ว เรามาคุยเรื่องนี้กันอีกทีนะ” เป็นต้นครับ
เมื่อเขารู้แล้วว่าจะโยนปัญหามาให้เราจัดการคนเดียวนั้นทำไม่ได้ เขาก็จะเรียนรู้ที่จะตัดสินใจและแก้ปัญหานั้นด้วยตัวเองได้ซึ่งจะเป็นการช่วยให้เราไม่เสียเวลาในเรื่องที่ไม่จำเป็นมากเกินไปครับ วิธีการนี้ผมคิดว่าใช้ได้กับทุกอาชีพ ทุกตำแหน่งนะครับ ลองเอาไปปรับใช้กันดูครับ หรือเพื่อนๆอยากแชร์แนวทางการจัดการปัญหานี้ด้วยวิธีอื่นก็ยินดีมากครับผม
Related posts:


ใช้ได้เลยครับ ขอบคุณมากครับ
ยินดีครับผม
ผมเลือกวิธีสองน่ะคัรบ ทำเป็นประจำซะด้วยซิ ผมมักจะบอกว่าโทรติดต่อคนนู้นคนนี้ดู หรือว่า เบื้องต้นถ้าหากว่าผมให้คำแนะนำอะไรได้เพิ่มเติมก็จะทำครับ เหตุผลหลักผมคิดว่าการที่ลูกน้องเค้าเข้ามาบอกปัญหาของเขาเพราะต้องการให้งานหรือเรื่องปัญหาของเขาเหล่านั้นเป็น priority แรก หากว่าต้องการการประสานจากแผนกอื่นๆ ครับ เพราะตัวผมเองแล้วผมก็สามารถที่จะบอกแผนกอื่นๆนั้นได้ว่า ต้องจัดการเรื่องด่วน (หรือไม่)
ซึ่งผมก็ว่าไม่เป็นไรน่ะครับถ้หากว่าอยากจะทำให้ผมรับทราบถึงปัญหานั้นแล้วถ้าผมรู้ว่ามันน่าจะเป็นปัญหาเร่งด่วนแล้วผม push งานเพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาดังกล่าวได้เร็วขึ้น แต่ถ้าหากว่าดูๆแล้วไม่ค่อยเท่าไหร่ก็แนะนำให้เค้าประสานกันเองอยู่ดีน่ะครับ
?
?
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นครับ ผมก็ใช้วิธีการเดียวกันเลยครับ หลังจากนั้นก็คอยถามอยู่เรื่อยๆว่าแก้ปัญหาได้รึยัง ยังต้องการความช่วยเหลือตรงไหนเพิ่มเติมบ้างมั้ยครับ
พอดีเรากำลังเรียนอยู่ จะเป็นเรื่องงานคอมมากกว่า อะไรก็เรา
ใช้ไม่ได้ซักวิธีเลยค่ะ มันจะพูดมาซ้ำๆว่า ทำไม่ได้ ทำไม่เป็น ช่วยหน่อย
พอบอกให้ทำเองแล้วหรือ บอกให้เค้าคิดว่ายังเป็นปัญหาของเค้าอยู่
เค้าก็ยังจะบอกว่า ใช้คอมไม่เป็น หรือตั้งใจจะใช้เราเท่านั้น
ทั้งๆที่ตัวเองไม่พยายาม ที่จะศึกษาเลย งานนี้ใครของใครของมันจริงๆ ครูก็สอนแล้วนะคะ TT
บางคนถึงกับร้องไห้ เพื่อขอให้ทำเลยค่ะ = =
สวัสดีครับ ขออนุญาตเรียกตัวเองว่าพี่ละกันนะ พี่คิดว่ามันต่างกันอยู่นะครับสำหรับการทำงานกับการเรียน ถ้าเป็นคนที่ทำงานแล้ว (เป็นลูกจ้างเค้า) มันจะมีความกดดัน ความรับผิดชอบที่ค้ำคออยู่พอสมควร นั่นคือ … ไม่ทำไม่ได้ ไม่ทำก็ตกงาน แต่ถ้าเป็นนักเรียน นักศึกษา ความรู้สึกกับสถานการณ์ก็อีกแบบนึงไปเลยซึ่งวิธีที่พี่แนะนำก็ดูไม่เหมาะเท่าไร
พี่เองก็เคยเจอแบบนี้มาเหมือนกันครับ อย่างที่บอกไว้ว่า “คนจริงใจต้องนิ่ง” เราต้องพยายามสร้างภาพลักษณ์ที่ดูว่า “พึ่งได้ แต่ไม่ใช่ทุกครั้ง” อย่างที่น้องเจออยู่:
- เป็นไปได้มั้ยที่เราจะบอกเพื่อนๆว่า “สอนได้ แต่ไม่ทำให้”
- เป็นไปได้มั้ยถ้ามีเพื่อนมากกว่า 1 คนหวังพึ่งน้อง น้องจะบอกให้เค้าทั้งหมดมานั่งฟังที่น้องสอนพร้อมๆกัน
- เป็นไปได้มั้ยที่น้องจะให้คำแนะนำแล้วปล่อยให้เค้าไปทำเอง (ถ้าเป็นงานที่เฉพาะของใครของมันจริงๆ)
- สำัคัญที่สุด เป็นไปได้มั้ยที่น้องจะกล้าปฏิเสธคำขอร้องจากเพื่อนๆที่ให้น้องทำทุกอย่างให้ทั้งหมด
ถ้าเป็นงานกลุ่มก็จำไว้ว่าคนไหนไม่่ช่วย … ทีหลังก็ไม่ต้องไปอยู่กลุ่มเดียวกับเค้า พี่เองก็ทำแบบนี้แหละครับสมัยเรียน ดูเหมือนว่าจะโหดร้ายซักหน่อย แต่ก็ช่วยไม่ได้นะ เรามีงานของตัวเองต้องทำ และจริงๆแล้วเราหวังดีกับเค้านะ ที่อย่างให้เค้าทำอะไรๆด้วยตัวเองเนี่ยะ
จะว่าไปสถานการณ์แบบนี้ใช่จะมีแต่ข้อเสียนะครับ ข้อดีก็มีเหมือนกัน เช่นถ้าน้องช่วยสอนหรือแนะนำงานให้เพื่อนๆ น้องก็จะได้มีความรู้ในเรื่องนั้นๆมากขึ้นไปด้วย อีกอย่างน้องน่าจะภูมิใจในตัวเองที่เพื่อนคิดว่าน้องเก่งและพึ่งพาได้ก็เลย มาขอให้ช่วย (มีกำลังใจขึ้นปะ? 55)
- เป็นไปได้มั้ยที่เราจะบอกเพื่อนๆว่า ?สอนได้ แต่ไม่ทำให้?
เคยพูดครับ เพื่อนมันว่าแค่นี้ช่วยไม่ได้…..เอะ … ก็ช่วยสอนอยู่นี่ไง
ถูกต้องแล้วครับช่วยสอนดีกว่าครับ และก็ยกประโยค ประโยคนี้ให้เค้าฟัง
“ถ้าเรามัวแต่กินปลาที่คนอื่นจับให้กิน แล้วถ้าเกิดวันหนึ่งคนที่จับปลาให้เรากินจากไป เรามิต้องอดตายหรือ ทำไมเราไม่ลองหัดจับปลาดูล่ะ”
?
ส่วนคนที่คอยทำให้เพื่อนตามคำขอ ไม่รู้จักปฎิเสธบ้าง ก็ขอให้คิดเหมือนกันนะครับ ว่า
“ถ้าเราจะจับปลาให้เขากิน เราก็จะต้องจับให้อยู่เรื่อยๆ แต่ถ้าเราสอนให้เค้าจับปลา วันหลังเค้าก็จะจับปลากินเองได้ ไม่ต้องเป็นภาระของเรา “
เห็นด้วยมากๆครับ Mr. HIDE อิอิ
ขอบคุณสำหรับหัวข้อดีๆ ครับ
ถ้าเป็นไปได้ อยากรู้วิธีป้องกันเพื่อนร่วมทีมที่อาวุโสกว่า หรือ หัวหน้า (รวมทั้ง project manager) โยนงานมาส่วนที่เค้าต้องทำมาให้เราด้วยครับ
เคยเจอเคสที่เค้าไปตกลงกับเพื่อนร่วมงานคนอื่น หรือแม้แต่กับลูกค้าว่าจะรับงานส่วนนี้มาทำ แต่เอาเข้าจริง ไม่เคยทำงาน เอาแต่หน้า ฝากให้คนอื่นทำตลอด ด้วยเหตุผลร้อยแปดพันเก้า
โดยปกติ ถ้าผมว่างก็ยินดีที่จะช่วยนะ แต่บางที่ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะตัวเราเองก็มีงานล้นมืออยู่แล้ว การจะปฏิเสธแต่ละทีก็ช่างยากลำบากเหลือเกิน ไม่ทราบว่าพอมีวิธีอะไรแนะนำไหมครับ
?
?
?
?
?
ขอบคุณที่แชร์ประสบการณ์ครับ ปัญหานี้ผมว่าส่วนใหญ่ก็คงเคยเจอกันทั้งนั้น ผมว่าก่อนอื่นเราลองคิดแบบนี้ดูก่อนครับว่า การที่เราได้ทำงานเยอะเราก็จะรู้เยอะและเก่งขึ้นในที่สุด โอเคหละ เค้าเอาความดีความชอบไปหมดแต่อย่างหนึ่งที่เค้าเอาไปจากเราไม่ได้คือความรู้ และประสบการณ์ที่เราได้จากการทำงานนั้นๆครับ
แต่ถ้ามันไม่ไหวจริงๆ เราก็คงต้องทำอะไรซักอย่างแล้ว ลองดูครับ
ตั้งลิมิตของตัวเอง: เราพยายามอย่างเต็มที่ที่จะทำงานให้เสร็จแล้วมันไม่เสร็จจริงๆ เราก็คงรู้แล้วหละครับว่าลิมิตของเราอยู่ที่ไหน ถ้ามีงานอื่นเข้ามาแล้วทำให้เกินลิมิตเรา … ปฏิบัติการขั้นต่อไปครับ
คุยกับหัวหน้า: ถ้างานยังหนักเกินไปอยู่ เราก็ควรจะคุยกับหัวหน้าตรงๆครับ ก่อนคุยก็เตรียมตัวไปซักนิดนึงหาทางออกสำหรับปัญหานี้ไว้ด้วยจะดีมาก เช่น
ทั้งสามวิธีนี้จะใช้พร้อมกันก็ได้นะ ผมว่าน่าจะได้ผลมากขึ้นด้วย
ตอบปฏิเสธอย่างมีศิลปะ: เอาหละ ทั้งหมดที่ทำมาไม่ได้ผล … เราก็คงต้องปฏิเสธงานนี้ไป เราควรจะพูดยังไงให้ดูดีนิดนึง?
สำหรับอีกประเด็นเรื่องหัวหน้าชอบเหมาความดีความชอบไว้คนเดียว … ผมก็เคยเจอครับ (ตอนนี้แก้ปัญหาไปได้ละ ถึงแม้จะใช้เวลานานก็ตาม) ที่ผมทำก็คือหาโอกาสคุยกับหัวหน้าของหัวหน้าหละครับว่ามันมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น ผมไม่ได้สนใจว่าจะเอาความดีความชอบที่ผมทำ แต่ที่ผมต้องการคืออยากให้หาทางปรับปรุงนิสัยที่ชอบไปรับปากส่งๆกับคนนู้นคนนี้ แล้วก็มาโยนงานให้ผมทำครับ
ผมก็ไม่แน่ใจว่าบริษัทของคุณ iPound จะเปิดกว้างแค่ไหนกับการทำแบบนี้ แต่ก็ลองรับไว้พิจารณาหน่อยก็ดีนะครับ
หวังว่าจะได้ประโยชน์จากคำตอบนะครับ
ปล. ขอโทษที่ตอบช้า ช่วงนี้งานยุ่งหนักเลยครับ
?
แล้วถ้าเรามีปัญหา คิดไอเดียในการแก้ปัญหา แล้วแชร์กะ PM วิธีจะโอกว่าหรือเปล่าคะ
ผมคิดว่านั่นเป็นวิธีการที่ดีมากครับ เพราะอะไร?
เพราะว่าเราเริ่มที่การช่วยตัวเองก่อน นั่นคือการลองคิดหาวิธีแก้ไขปัญหา ตรงนี้แสดงให้เห็นว่าเราตระหนักถึงปัญหาและต้องการแก้ไขมันจริงๆ โดยไม่ได้ฝากชีวิตหรือความหวังไว้กับใคร
ถ้าผมเป็นหัวหน้าหรือ PM ผมจะปลื้มเลย ถ้ามีน้องๆในทีมกล้าที่จะบอกปัญหาพร้อมทั้งทางแก้ไขในมุมมองของเค้า โอเคหละว่าภาระอาจจะตกอยู่กับผมในฐานะ PM บ้างก็ไม่เป็นไร มันเป็นหน้าที่อยู่แล้ว แต่ความรู้สึกร่วมรับผิดชอบจะเป็นของทั้งสองฝ่าย นั่นคือตัวน้องเองที่เสนอทางแก้มา และตัวผมครับ
ขอบคุณค่ะ ไว้จะเอาไว้ใช้กับผู้จัดการบ้าง อิอิ
เป็นวิธีการที่เยี่ยมครับ เดี๋ยวเอาไปใช้บ้าง