ชีวิตคนไอทีส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น developer, tester, รวมถึง project manager โดยมากแล้วจะทำงานแบบ project-based นั่นก็คือเปิดโปรเจ็กมาก็ลุยทำงาน เขียนโปรแกรม ทดสอบโปรแกรม บริหารงานกันตามหน้าที่ พอเสร็จโปรเจ็กนี้ปุ๊บ ไม่ทันได้หายใจหายคอก็มีโปรเจ็กใหม่มาจ่อคอซะแล้ว เป็นแบบนี้เรื่อยๆตลอดเวลา จนบางครั้งผมเองก็อดคิดไม่ได้ว่าทำไมคุณ product manager เก่งจัง หา requirement มาให้ทำได้ตลอดเลย การคิดหา requirement มันง่ายหรือยากยังไง บางครั้งก็คิดเลยเถิดไปว่าแล้ว requirement พวกนี้มันมาจากไหนกัน จนผมมีโอกาสหาคำตอบของคำถามเหล่านี้จากห้องเรียนวิชา project management ซึ่งช่วยทำให้ผมเข้าใจภาพรวมของคำว่า project requirement ได้มากขึ้น
ถ้าพูดถึงสมการที่โด่งดังสุดๆในโลกของวิทยาศาสตร์เพื่อนๆจะคิดถึงสมการไหนครับ ผมค่อนข้างมั่นใจว่าเด็กสายวิทย์ส่วนใหญ่จะตอบว่า ก็ E = mc2 ของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ไง (อันนี้อาจจะง่ายหน่อย) แต่ถ้ามีคนถามว่าแล้วสมการที่โด่งดังในโลกของธุรกิจหละรู้จักรึเปล่า? (สำหรับผมถามแบบนี้ยากครับ) ในห้องเรียนไม่มีใครตอบได้ สุดท้ายอาจารย์ก็เฉลยครับว่า สมการที่ว่าคือ (MS)3 = $$$ งงครับ … มันคืออะไร อาจารย์ขยายความต่อว่า
Market Size (MS) x Market Share (MS) x Margin of Sales (MS) = Money ($$$)
เอ้ออ แบบนี้ค่อยยังชั่ว ความหมายของสมการนี้ก็คือถ้าเราอยากให้ธุรกิจมีรายได้ มีกำไรมากๆ เราก็จะต้องเพิ่มขนาดของตลาด (Market Size) ส่วนแบ่งทางการตลาด (Market Share) และส่วนต่างของราคาต้นทุนกับราคาขาย (Margin of Sales) นั่นเอง หน้าที่หลักของคนที่เป็น CEO ของบริษัทก็คือนี่แหละครับ นั่งคิดนอนคิดว่าทำยังไงถึงจะเพิ่ม (MC)3 ได้ CEO คิดหาแนวทาง แนวนโยบายก่อนส่งต่อกันเป็นทอดๆลงมาถึงเหล่าพนักงานอย่างเราๆซึ่งนี่แหละครับจุดเริ่มต้นของ project requirement
แล้วจะทำยังไงกันดีถึงจะเพิ่ม (MC)3 ได้ มาดูกันทีละข้อครับ
Market Size
หลักๆเลยของการขยายขนาดของตลาด (Market Size) ก็คือการนำนวัตกรรม (Innovation) ใหม่ๆมาใช้กับสินค้าหรือบริการของธุรกิจเราครับ สำหรับในระยะสั้นนั้นการเพิ่มนวัตกรรมก็ทำได้โดย
- การเพิ่มความหลากหลายของสินค้าหรือบริการ (Product/Service Variation) ยกตัวอย่างเช่น การปรับปรุงสินค้าหรือบริการเพื่อขยายฐานลูกค้าเช่น ผู้หญิง ผู้ชาย เด็ก คนแก่ คนทำงาน เป็นต้น
- การพัฒนาและปรับปรุงรูปแบบของหีบห่อสินค้า (Packaging and Repackaging)
การขยายขนาดของตลาดในระยะสั้นนั้นไม่ยั่งยืนครับ เพราะว่าคู่แข่งส่วนใหญ่ก็มีแนวคิดและศักยภาพที่จะทำเช่นเดียวกับเรายกตัวอย่างเช่น ผมทำธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายโทรศัพท์มือถือแล้วคิดจะขยายขนาดตลาด ผมก็ผลิตโทรศัพท์ที่เหมาะสมถูกใจสำหรับเด็กสาววัยรุ่นมา แล้วก็ repackaging ก่อนจำหน่าย แรกๆอาจจะรุ่งครับแต่พอคู่แข่งเห็นและเข้าใจกลยุทธ์นี้ ไม่นานครับคู่แข่งของผมจะกระโจนเข้ามาร่วมวงด้วยแน่นอน ดังนั้นผมต้องคิดว่าแผนระยะยาวเพื่อขยายขนาดของตลาด หลักการที่เรียกว่า Breakthrough ซึ่งเป็นการพัฒนาอย่างมากของสินค้าและบริการสามารถใช้เพื่อตอบสนองวัตถุประสงค์นี้ได้ สำหรับธุรกิจโทรศัพท์มือถือของผมนั้น ผมก็จะวิจัยและพัฒนา (Research and Development) โทรศัพท์มือถืออัจริยะทำงานโดยการสั่งงานจากคลื่นสมอง (อันนี้ออกจะเวอร์ๆหน่อยนะครับ เอาว่ามองเป็นแค่ตัวอย่างแล้วกัน) แล้วออกวางจำหน่าย ด้วยเทคโนโลยีใหม่และทันสมัยกว่าคู่แข่งรายอื่นๆ ธุรกิจของผมจะมีโอกาสอันดีกว่าคู่แข่งในการขยายขนาดของตลาดรวมถึงขยายส่วนแบ่งตลาด (Market Share) เพราะความได้เปรียบอย่างมากด้านตัวสินค้าและคู่แข่งต้องใช้เวลาพอสมควรในการพัฒนาสินค้าของตัวเองให้ทันสมัยเท่าของผมครับ
นอกจากการเพิ่มนวัตกรรมเข้าไปแล้ว เราก็สามารถที่จะคิดถึงการโกอินเตอร์ได้ด้วยครับ ภาษาธุรกิจเรียกว่า Globalization เพื่อที่จะสร้างเครือข่ายและหาตลาดใหม่ๆในต่างประเทศ
Market Share
การขยายขนาดของตลาดเพียงอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่าคุณจะประสบความสำเร็จทั้งหมดนะครับ เพราะขนาดของตลาดมีความสัมพันธ์อย่างมากกับส่วนแบ่งทางการตลาด ตัวอย่างเช่น ผมสามารถขยายขนาดธุรกิจจัดจำหน่ายโทรศัพท์มือถือจาก 100 ล้านบาทต่อปี มาเป็น 200 ล้านบาทต่อปี โดยส่วนมากแล้วส่วนแบ่งการตลาดก็จะขยายตัวตามไปด้วย เช่น จาก 10% มาเป็น 15% ธุรกิจผมก็จะมีรายได้เพิ่มจาก 10 ล้านบาทต่อปี มาเป็น 30 ล้านบาทต่อปีครับ จุดนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของส่วนแบ่งทางการตลาดได้อย่างดีเลยครับ แล้วเราจะทำยังไงเพื่อจะเพิ่ม Market Share หละ ผมมีตัวอย่างมาให้ดูครับ
- ปรับปรุงคุณภาพของสินค้าและบริการของเราอยู่ตลอดเวลา
- ลดเวลาที่ใช้ตั้งแต่การออกแบบ ผลิต และวางจำหน่ายสินค้าให้สั้นลง (fast time to market)
- วางกลยุทธ์การตลาดและการจัดจำหน่ายที่ดี
- เพิ่มช่องทางการจำหน่าย (distribution channel) เป็นต้น
Margin of Sales
ถึงแม้เราจะพยายามอย่างมากที่จะขยายขนาดตลาดและส่วนแบ่งทางการตลาด แต่ถ้าสินค้าของเรามีต้นทุนการผลผลิตสูงส่งผลให้เสียเปรียบคู่แข่งในด้านราคาแล้ว ยังไงๆ ผลลัพธ์ของสมการก็จะไม่เป็นไปตามที่เราตั้งไว้ครับ ดังนั้นเราจำเป็นต้องหาวิธีการที่จะเพิ่มส่วนต่างของราคาต้นทุนกับราคาขาย (Margin of Sales) ด้วยซึ่งมีสองประเด็นสำคัญได้แก่ ลดค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการผลิตสินค้าและจัดจำหน่ายสินค้า ไม่ว่าจะเป็นการผลิต การขนส่ง และการจัดเก็บสินค้า เป็นต้น จุดที่สำคัญที่สุดก็คือการปรับปรุงประสิทธิภาพของกระบวนการบริหารโซ่อุปทาน (Supply Chain Management)
สมการนี้เป็นที่มาของวัตถุประสงค์ทางธุรกิจ (Business Objective) ย่อยลงมาเป็นวัตถุประสงค์ในการปฏิบัติงาน (Operational Objective) ก่อนที่จะย่อยลงมาเป็นสิ่งที่เราคุ้นเคยนั่นคือ วัตถุประสงค์ของโครงการ (Project Objective) เมื่อมีวัตถุประสงค์ของโครงการก็จะมีความต้องการของโครงการ (Project Requirement) ตามมา และเมื่อมีรายละเอียดพร้อมขนาดนี้แล้วก็ได้เวลาเหนื่อยกันอีกรอบแล้วหละครับ
Related posts:


[...] มุมมองก็จะออกมาในรูปของ business objective ครับ ประโยชน์ก็คือ development team [...]
[...] ในสมัยก่อนการตรวจสอบแบบก่อสร้างอาคารต่างๆเป็นเรื่องที่ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญ แรงงานคน และเวลามากทีเดียวกว่าจะสรุปได้ว่าแบบของอาคารนี้ถูกต้องตามมาตรฐานและกฎหมายหรือไม่ ช่วงประมาณปี 1994 ในขณะที่เศรษฐกิจเอเชียกำลังรุ่งเรืองสุดขีด ประเทศสิงคโปร์ก็มีโครงการก่อสร้างและปรับปรุงอาคารต่างๆเยอะแยะมากมาย (ถึงแม้ประเทศจะเล็กนิดเดียวก็ตาม) เรื่องนี้สร้างปัญหาใหญ่ให้กับรัฐบาลของสิงคโปร์ในเรื่องความล่าช้าในการตรวจสอบและอนุมัติแบบ บางโครงการต้องใช้เวลาถึง 9 เดือนเลยก็มี แบบนี้เอกชนก็ไม่ค่อยจะชอบเท่าไรเพราะว่าโอกาสทางธุรกิจนั้นรอไม่ได้ รัฐบาลเลยคิดหาทางแก้ไขปัญหานี้โดยเร็วซึ่งความต้องการทางธุรกิจ (Business Requirement) ก็เกิดขึ้นตรงนี้นี่เอง [...]