6. Risk Management
ไปทะเลกันดีกว่า
หลังจากที่ทำงานหนักติดต่อกันมานานหลายเดือน เด็กชาย ก. (โปรแกรมเมอร์มือฉมังของบริษัทแห่งหนึ่ง) ก็บอกกับตัวเองว่า “ถึงเวลาต้องพักผ่อนบ้างแล้วหละ” หันซ้ายหันขวาก็เจอโฆษณาไทยเที่ยวไทยในทีวี เห็นแล้วก็ให้เกิดความรู้สึกอยากไปเที่ยวทะเลขึ้นมาทันที จะต้องคิดอะไรมากอีกหละ จัดทริปโลด
วางแผนเรียบร้อย ชวนเพื่อนสนิทๆซัก 4-5 คนไปด้วยกัน ที่พักก็จองแล้ว หรูหราเชียว ตั๋วเครื่องบินหละ? แพงหน่อยแต่ก็ยอมจ่ายหละ เสื้อผ้าเครื่องใช้? ก็นี่ไง กำลังเตรียมอยู่ … ครบถ้วนแล้วเนอะ
แต่ระหว่างที่เตรียมข้าวของอยู่นั้น เด็กชาย ก. ก็นึกย้อนไปถึงการท่องเที่ยวทริปล่าสุด … มันช่างเป็นความทรงจำนี่ไม่น่าจดจำเลย คิดดูซิ กะว่าจะไปเดินเขาชมนกชมไม้ ถ่ายรูป สูดอากาศสดชื่น แต่นี่มันบ้าอะไรวะเนี่ยะ
- ฝนตกมันทั้งวัน เฉอะแฉะไปหมด
- เสื้อกันฝนก็ไม่ได้เอามา
- นอนอยู่ในเต้นท์ เต้นท์รั่วอีก
- ไม่รู้นี่หว่าว่ายากันยุงมันจะหมดขวดแล้ว ใช้ได้หน่อยเดียวก็เกลี้ยง โดนยุงหามทั้งคืน ดีนะไม่เป็นไข้ป่าตาย —– 1
เฮ้อ เศร้าใจจริงๆ … ไปเที่ยวครั้งนี้จะเจออะไรแบบนี้อีกมั้ยนะ “ม่ายยยยยยย” เด็กชาย ก. ตะโกนออกมาสุดเสียงด้วยความรู้สึกที่เหมือนเพิ่งตื่นจากฝันร้าย “ไม่ ประวัติศาสตร์ต้องไม่ซ้ำรอย เราต้องเตรียมตัวให้พร้อมกว่าเดิม”
เด็กชาย ก.ก็เริ่มปรึกษากับตัวเอง “ไอ้การไปเที่ยวเกาะเนี่ยะ มันจะมีเรื่องอะไรไม่คาดคิดให้ปวดหัวได้บ้างน้า” ว่าแล้วเขาก็หยิบกระดาษ ปากกามาจดความคิดที่พรั่งพรูออกมา ยิกๆ
- เมาเรือ
- เป็นลมแดด
- ฉลามบุก … (เอ่อ ก็ไม่แน่นะ)
- แดดเผาจนตัวเกรียม
- เรือล่ม … (น่ากลัว)
- โจรสลัด … (โอ้ววว คิดไปได้)
- เรือน้ำมันหมด
- กล้องตกน้ำ
- ซึนามิ
- อาหารเป็นพิษ/ท้องเสีย —– 2
“มีสิบเรื่องเลยหรอเนี่ยะ เยอะจัง” เด็กชาย ก.บ่นกับตัวเองเบาๆ “จะให้เตรียมรับมือทุกเรื่องไม่ไหวแน่ๆ อย่างถ้าฉลามบุกมาเนี่ยะจะทำยังไงได้วะ ฮ่าๆ … เราคงต้องจัดลำดับความสำคัญของความเสี่ยงพวกนี้แล้วหละ”
เด็กชาย ก. หยิบกระดาษแผ่นเดิมมาตีเป็นตารางแล้วกรอกข้อมูลเพิ่มเติมลงไปให้กับความเสี่ยงแต่ละข้อ เริ่มจากข้อแรก “เมาเรือ” … “ก็ไม่ค่อยได้นั่งเรือเท่าไรอะนะ แต่ก็มีบ้างที่เมารถ คิดไปก็น่าจะมีโอกาสจะเมาเรือได้เหมือนกันเนอะ”
“แล้วความรุนแรงหละ … แหะๆ ก็คงอ้วกแตกหละมั้ง แต่ดื่มน้ำอุ่นแล้วไปนอนพักที่เกาะก็น่าจะดีขึ้นนะ … ความรุนแรงปานกลางละกัน” เด็กชาย ก. ใช้วิธีการนี้กับการวิเคราะห์ความเสี่ยงที่เหลือ จนผ่านไป 15 นาทีงานนี้ก็เสร็จ (เร็วดีจัง) —– 3
| ความเสี่ยง (Risk) | โอกาสที่จะเกิด (Likelihood) | ความรุนแรง (Severity) | เลือก? |
| เมาเรือ | Medium | Medium | Yes |
| เป็นลมแดด | Low | High | Yes |
| ฉลามบุก | Very Very Low | Extremely High | |
| แดดเผาจนตัวเกรียม | High | Low | Yes |
| เรือล่ม | Very Low | High | |
| โจรสลัด | Very Very Very Low | Extremely High | |
| เรือน้ำมันหมด | Low | Medium | |
| กล้องตกน้ำ | High | Medium | Yes |
| ซึนามิ | Very Very Very Low | Extremely High | |
| อาหารเป็นพิษ/ท้องเสีย | Medium | Medium | Yes |
ต่อไปก็เป็นการเลือกว่าความเสี่ยงไหนคุ้มค่าที่จะเตรียมการป้องกันดี เด็กชาย ก. รู้ได้ด้วยสัญชาตญานว่าความเสี่ยงไหนก็ตามที่ถึงแม้จะรุนแรงมาก (มากๆ) แต่โอกาสเกิดน้อย (มากๆ) ก็ไม่คุ้มค่าที่จะไปเตรียมการรับมือเมื่อเทียบกับความเสี่ยงที่มีความรุนแรงและโอกาสเกิดปานกลาง เช่น ฉลามบุกงี๊ รู้ทั้งรู้นะว่าถ้ามันบุกจริงก็ตายชัวร์ แต่โอกาสเกิดก็น้อยมากๆใช่มั้ยหละ งั้นก็เอาเป็นแค่คอยสายตามองหากระโดงฉลามตอนเล่นน้ำแล้วกัน ถ้าเห็นก็ตัวใครตัวมันเนอะ แต่กับเรื่องลมแดดเนี่ยะ ถึงแม้จะไม่ถึงกับตายชัวร์ๆแบบ 100% แต่โอกาสเกิดมันก็มีมากกว่าฉลามบุกนะ … เตรียมการไว้ซักหน่อยดีกว่า
ระหว่างที่เด็กชาย ก. นั่งนึกไปว่าจะเตรียมการรับมือกับลมแดดอย่างไรดี เค้าก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า “ความเสี่ยงก็คือความเสี่ยงแหละนะ ต่อให้เรามีการเตรียมการดียังไง มันก็อาจจะเกิดความผิดพลาดจนทำให้เกิดเป็นปัญหากับเราได้อยู่ดี”
“ไม่ได้การล่ะ แค่เตรียมตัวป้องกันอย่างเดียวไม่พอซะแล้ว เราต้องคิดไปถึงการแก้ปัญหาถ้าการป้องกันไม่ได้ผลด้วย … เอาหละ ลงมือกันเล้ย”
เด็กชาย ก. ใช้เวลาเป็นชั่วโมงง่วนอยู่กับการเตรียมข้อมูลเหล่านี้ แต่เค้ามั่นใจว่าหนึ่งชั่วโมงที่เสียไปต้องคุ้มค่าอย่างแน่นอน —– 4
| ความเสี่ยง (Risk) | ป้องกัน (Mitigation) | แก้ไข (Contingency) |
| เมาเรือ | กินยากันไว้ก่อน เค้าว่ายี่ห้อนี้ดีนะ Dramamine (ยังไม่ได้ซื้อเลย) | ถ้าจะอ้วกก็อ้วกไปโลด ส่วนใหญ่อ้วกแล้วอาการจะดีขึ้น ฮ่าๆ |
| หาเรือข้ามเกาะลำใหญ่ๆหน่อย จะได้ไม่โคลงมากนัก | ถ้าเริ่มรู้สึกเวียนหัวให้สูดหายใจลึกๆ รับลมเย็นๆจากทะเลพร้อมกับยาอม ยาดม ยาหม่อง ประเคนเข้าไปก่อน |
| อย่าอ่านหนังสือหรือเล่นไอโฟนนะ การเพ่งสายตาไปที่จุดใดจุดหนึ่งนานๆมันจะทำให้เมาเรือได้ง่าย | ถ้าไม่ไหวจริงๆก็ให้หลับตาเพื่อลดสิ่งเร้าต่อสมองเรา นอนหลับไปจริงๆได้ก็ดีนะ |
| เป็นลมแดด | อยากอยู่กลางแดดนานๆ ทั้งตอนนั่งเรือไปและตอนเล่นน้ำ | ปฐมพยาบาลโดยด่วนที่สุด ... (ทำยังไงหละ?) |
| จิบน้ำบ่อยๆ อย่าปล่อยให้ร่างกายขาดน้ำ | เมื่อคืนสติแล้วให้รีบนำส่งโรงพยาบาล ... (เอ๊ะ เกาะที่จะไปเที่ยวมีโรงพยาบาลใช่มั้ย?) |
| คอยตรวจสังเกตอาการตัวเองอยู่เสมอ ถ้ามีความรู้สึกร้อนในอก หายใจสั้นและลำบาก ปากแห้ง สายตาพร่ามัว ... นั่นคืออาการเบื้องต้นของลมแดด | |
| แดดเผาจนตัวเกรียม | ... | ... |
| กล้องตกน้ำ | ... | ... |
| อาหารเป็นพิษ/ท้องเสีย | ... | ... |
หลังจากกินข้าวเที่ยงเสร็จแล้ว เด็กชาย ก. มานั่งคิดต่อว่า “อืม มีอีกตั้งหลายเรื่องที่ยังไม่ได้เตรียมเลยนะ อย่างยาแก้เมาเรือก็ยังไม่ได้ซื้อ เอ้อ เดี๋ยวขอเช็กก่อนด้วยว่าเกาะที่จะไปมีโรงพยาบาลอยู่มั้ย แล้วการเดินทางจากที่พักไปโรงพยาบาลต้องไปยังไง … เรื่องวิธีปฐมพยาบาลคนเป็นลมแดดอีกหละ” เด็กชาย ก. ใช้เวลาทั้งบ่ายนั้นเตรียมการเพิ่มเติมกับเรื่องทั้งหมด ด้วยความมั่นใจว่าเวลาที่เสียไปมันคุ้มค่าแน่นอน —– 5
และแล้วก็ถึงวันเดินทาง
อุตส่าห์เตรียมตัวมาดีขนาดนี้ แน่นอนว่าเด็กชาย ก. ไม่ลืมที่จะกินยาแก้เมาเรือและเช็คให้แน่ใจอีกทีว่ามีน้ำเต็มกระติก … พร้อมที่จะเดินทาง ระหว่างที่นั่งเรืออยู่ เพื่อนก็จับกลุ่มพูดคุยกันอย่างออกรสออกชาติ เด็กชาย ก.ก็ทั้งคุยไปถ่ายรูปเก็บบรรยากาศการเดินทางไป ระหว่างนั้นเองเค้าสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้นกับเพื่อนเค้าคนหนึ่ง —– 6
“เฮ้ย เด็กชาย ข. เป็นอะไรป่าววะ ทำไมหน้าซีดจัง” เด็กชาย ก.ถามด้วยความเป็นห่วง
“เออ ไม่รู้หวะ เวียนหัวเหมือนจะเป็นลม หายใจไม่ค่อยออกด้วยหวะ” เด็กชาย ข. ตอบคำถามพร้อมกับทิ้งตัวลงนั่งอย่างคนหมดแรง
“แกเหงื่อออกเยอะด้วยหวะ เป็นลมแดดแหงเลย … เฮ้ย มาช่วยกันหน่อยเว้ย” เด็กชาย ก. ตะโกนเรียกเพื่อนคนอื่นมาช่วยกันหิ้วเด็กชาย ข. เข้าร่ม
แล้วเด็กชาย ก. ก็เริ่มปฐมพยาบาลเพื่อนด้วยความรู้ที่ศึกษามา เริ่มจากให้เพื่อนนอนราบ ยกเท้าสูงทั้งสองข้างเพื่อเพิ่มการไหลเวียนของเลือด ถอดเสื้อผ้าออก (เด็กชาย ก. เสียดายเล็กน้อยที่เพื่อนเป็นผู้ชาย ฮ่าๆ) แล้วใช้ผ้าชุบน้ำเย็นประคบตามซอกตัวพร้อมกับให้เพื่อนอีกคนคอยช่วยพัดตามตัวเพื่อระบายความร้อนและลดอุณหภูมิของร่างกาย
โชคดีที่ตอนนั้นใกล้ถึงเกาะแล้ว เด็กชาย ข. เลยถึงมือหมออย่างรวดเร็ว ทำให้การรักษาพยาบาลง่ายขึ้นเยอะ หลังจากนอนโรงพยาบาลอยู่หนึ่งคืน เด็กชาย ข. ก็หายดีและออกมามันส์กับเพื่อนๆคนอื่นได้อย่างที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรก
ส่วนเด็กชาย ก. … เค้ารู้สึกภูมิใจมากที่ได้ช่วยชีวิตเพื่อนรักของเค้าไว้ … เวลาที่เสียไปกับการเตรียมการทั้งหมดนี้มันช่างคุ้มค่าจริงๆ
บทสรุป
หลักการของ Risk Management ถูกอธิบายไว้หมดแล้วด้วยเรื่องของเด็กชาย ก. ข้างบน (เชื่อปะ? ฮ่าๆ) ผมขอสรุปให้ฟังสั้นๆนะครับ
- เห็นถึงความสำคัญของ Risk Management ด้วยการมองย้อนกลับไปที่งานเก่าๆที่เราทำ … มีอะไรที่ผิดพลาดไปบ้าง มีเรื่องเลวร้ายอะไรที่เราจะป้องกันได้บ้าง
- มองหาว่างานที่กำลังทำอยู่หรือกำลังจะทำเนี่ยะ มันมีความเสี่ยงอะไรอยู่บ้าง กระบวนการนี้เรียกว่า Risk Identification ครับ
- หลังจากนั้นก็มาวิเคราะห์และประเมินโอกาสที่ความเสี่ยงนี้จะเกิดขึ้น (Likelihood) และความรุนแรงถ้าความเสี่ยงนี้เกิดขึ้นจริง (Severity) แล้วเลือกเฉพาะความเสี่ยงที่สำคัญจริงๆกับงาน กระบวนการนี้เรียกว่า Risk Assessment ครับ
- เมื่อเลือกได้แล้ว เราก็มาเตรียมหาทางป้องกันไม่ให้ความเสี่ยงนั้นเป็นจริงขึ้นมา เรากำลังพูดถึง Mitigation Plan แค่นั้นไม่พอครับเพราะเราป้องกันความเสี่ยงพวกนี้ได้ไม่ 100% หรอก มันต้องมีโอกาสที่ความเสี่ยงนั้นจะเกิดเป็นปัญหาขึ้นมาได้อยู่ดี แล้วถ้ามันเป็นปัญหาเราจะทำอย่างไรเพื่อแก้ไขปัญหานั้นหรือเราจะทำยังไงให้มันมีผลกระทบต่องานให้น้อยที่สุด เรามาหา Contingency Plan กันครับ ถ้ามีครบทั้งสองข้อแล้วถือว่ากระบวนการ Risk Response เสร็จแล้วหละ
- พอรู้ทางหนีทีไล่แล้ว หันกลับมาดูที่งานปัจจุบันด้วยว่า เราวางแผนรับมือความเสี่ยงไว้ดีแล้วรึยัง มีงานไหนที่ต้องทำเพิ่มเพื่อจัดการป้องกันความเสี่ยงเหล่านี้มั้ย ถ้ามีก็จับใส่ Project Plan ไปด้วยครับ ไม่งั้นรับรองได้เลยว่างานนี้จะไม่มีคนทำจนสุดท้ายความเสี่ยงเกิดขึ้นจริง ทุกอย่างที่คิดมาก็เปล่าประโยชน์
- เตรียมการแล้ว เตรียมตัวแล้ว ถึงเวลาต้องใส่ใจติดตามด้วยว่ามีความเสี่ยงตัวไหนมั้ยที่มีแนวโน้มจะกลายเป็นจริงขึ้นมา ไม่ใช่เอาแต่นั่งทำงานปัจจุบันไปวันๆไม่เงยหน้าขึ้นมาดูสถานการณ์รอบตัวเลยว่าอะไรเกิดขึ้นบ้าง ถ้าเป็นแบบนี้ต่อให้เตรียมแผนมาดียังไงก็ช่วยไม่ได้ครับเพราะว่าความเสี่ยงมันจะกลายเป็นปัญหาไปก่อนแล้ว ไม่ทันได้ป้องกันอะไรเลย กระบวนการนี้เรียกว่า Risk Tracking and Control

จบแล้วครับ ง่ายปะ? Risk Management ในการเดินทางไปเที่ยวกับใน Project เหมือนกันเลยครับ ต่างก็แค่ตัวความเสี่ยงเอง ไปเที่ยวเราพูดถึง เมาเรือ, ลมแดด, ตากแดดจนตัวดำ, … กับ Project เราพูดถึง Requirement Changes, เวลาน้อยไปจนทำไม่ทัน, ลูกค้าอาจจะไม่ให้ความร่วมมือ, สมาชิกในทีมอาจจะลาออกกันไป, Technology ที่ใช้อาจจะใหม่เกินไปและยังไม่เสถียร, และอื่นๆ
ขอบคุณที่ติดตามผลงานฮะ 