Rocky Flats Mission by Kaiser-Hill Co. LLC

บทความที่แล้วเกริ่นนำไปแล้วนะครับว่า Rocky Flats คืออะไรและมีความน่าสนใจยังไงในแง่ Project Management บทความนี้ผมขอเล่าต่อเลยว่าหลังจากที่อ่านเรื่องนี้แล้วผมได้อะไรมาบ้าง ขอเริ่มต้นด้วยที่มาที่ไปของโครงการนี้ก่อนครับ


Kaiser-Hill Co. LLC จากเมืองบลูมฟิลด์ (Broomfield) รัฐโคโลราโด คือบริษัทที่หาญกล้าเข้ามารับงานอันท้าทาย งานที่ต้องเก็บกวาดทำความสะอาดพื้นที่ 6,245 เอเคอร์ (15,612.5 ไร่) ของโรงงานผลิตอาวุธนิวเคลียร์ “Rocky Flats” ซึ่งปนเปื้อนไปด้วยกำมันตภาพรังสีและสารเคมีอันตราย งานที่ Department of Energy (DOE) ประเมินว่าต้องใช้เวลาทั้งหมด 70 ปีกับเงินอีก 36,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ แต่กลับกลายเป็นงานที่ Kaiser-Hill ต้องทำให้เสร็จภายใน 6 ปีด้วยงบประมาณแค่ 3,960 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ


Rocky_Flats
ภายใต้ข้อจำกัดมากมาย Kaiser-Hill กลับทำสิ่งที่เหลือเชื่อด้วยการเปลี่ยนพื้นที่ที่เต็มไปด้วยสารพิษให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยของสัตว์ป่าสารพัดชนิด ที่สำคัญคืองานนี้เสร็จเร็วกว่ากำหนด 14 เดือนแถมประหยัดงบประมาณไปได้อีก 553 ล้านเหรียญสหรัฐ นี่เป็นตำนานแน่นอน เป็นตำนานระดับโลกเลยที่ Rocky Flats เป็นโรงงานผลิตอาวุธนิวเคลียร์ขนาดใหญ่แห่งแรกของโลกถูกทำความสะอาดและปิดตัวลงได้อย่างปลอดภัย การที่จะบรรลุเป้าหมายนั้น Kaiser-Hill ต้องทำอะไรบ้าง มาดูกัน

  • เก็บกวาดอาวุธและวัตถุดิบนิวเคลียร์มากกว่า 21 ตัน
  • ขจัดสิ่งปนเปื้อนและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างกว่า 800 หลังที่มีพื้นที่รวมกันกว่า 3 ล้านตารางฟุต
  • ถ่ายกรองสารละลายพลูโตเนียมมากกว่า 30,000 ลิตร
  • กำจัดอุปกรณ์ผลิต (Glovebox) มากกว่า 1,450 ชิ้นและถังที่ปนเปื้อนอีก 700 ถัง
  • เก็บกักกากพลูโตเนียมเข้มข้นมากกว่า 100 ตัน
  • ทำความสะอาดสิ่งแวดล้อมรอบๆให้กับ 130 ไซต์
  • ส่งต่อขยะกำมันตภาพรังสีมากกว่า 600,000 ลูกบากศ์เมตรอย่างปลอดภัย

ด้วยความสำเร็จระดับนี้ กระทรวงพลังงานของสหรัฐอเมริกาจึงเลือก Project นี้ไปใช้เป็นแบบอย่างในการจัดการกับโรงงานผลิตอาวุธนิวเคลียร์แห่งอื่นๆเลยด้วย Kaiser-Hill ทำได้อย่างไร ไม่ใช่ฟลุ๊กหรือปาฏิหาริย์แน่นอนครับ

Lesson Learned1: Passionate Goals

บทเรียนที่น่าสนใจสำหรับกรณีศึกษาของ Rocky Flats ข้อแรกเลยคือการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนและเต็มไปด้วยความท้าทาย ถ้าดูจาก Scope ของงานที่ประเมินมาว่าต้องใช้เวลา 70 ปี กับเงินอีก 30,000 กว่าล้านเหรียญ เห็นๆอยู่ว่าเป็นไปไม่ได้หรอก ที่น่าสนใจคือ Kaiser-Hill ไม่เพียงแต่ตั้งเป้าหมายให้พอรับได้ แต่พวกเค้ากลับท้าทายทุกเสียงวิจารณ์ด้วยการประกาศว่าจะขอใช้เวลาแค่ 6 ปีกับเงินไม่เกิน 4,000 ล้านเหรียญ นี่มันทั้งเร็วกว่าและถูกกว่าเดิมถึง 10 เท่า!!! คนคิดต้องกล้ามากที่ทำแบบนี้ การตั้งเป้าหมายที่ท้าทายนำมาซึ่งความปรารถนาอันแรงกล้าของทีมงานที่จะทำให้เป้าหมายนั้นเป็นจริงขึ้นมา เป็นที่มาของนโยบาย แผนการดำเนินงาน และหลักการตัดสินใจที่ชัดเจนของโครงการนี้ครับ


Lesson Learned2: Risk Management

ข้อสองคือพวกเขาไม่ละเลยความสำคัญของการบริหารจัดการความเสี่ยง เห็นได้จากข้อมูลที่เปิดเผยมาในตอนแรกนั้นโครงการนี้มีเรื่องที่ยังไม่ชัดเจน (Unknown) อยู่เยอะมาก เช่น โรงงานมีการปนเปื้อนมากแค่ไหนก็ไม่รู้ แล้วใต้ดินหละมีความเป็นมลพิษอยู่มั้ย แถมท้ายว่าคำว่า ‘สะอาด’ หมายความว่าอะไร เจอสถานการณ์แบบนี้ลองหลับหูหลับตาทำงานไปรับรองได้ว่ามีแต่เจ๊งกับเจ๊งครับ Kaiser-Hill เข้าใจสถานการณ์ดีถึงได้ทุ่มเทเวลาเยอะมากในช่วงเริ่มต้นโครงการเพื่อการจัดการกับความไม่รู้และความเสี่ยงที่มีในโครงการ พวกเขามองหาความเสี่ยงทั้งหมด (เท่าที่จะทำได้) เตรียมแผนการณ์ป้องกันและแผนรองรับความเสี่ยงเหล่านั้นให้ได้มากที่สุด ที่สำคัญพวกเขามีการประมาณตนเองที่ดีครับ พวกเขารู้ว่าความเชี่ยวชาญชำนาญในงานลักษณะนี้มีไม่มากเท่าไร ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางหลายคนจึงได้ถูกเชิญมาเป็นที่ปรึกษาโครงการตั้งแต่ต้นจนจบด้วยเป้าหมายที่ชัดเจนว่าทำอย่างไรจึงจะป้องกันและกำจัดความเสี่ยงเหล่านี้ให้หมดไปได้โดยยังคงรักษาเป้าหมายสูงสุดของโครงการนี้ไว้คือ ‘ทำให้เร็ว ทำให้ประหยัด และทำให้ปลอดภัย’


Lesson Learned3: Open for Innovations

ข้อสาม (อันนี้โดนใจ) คือการเปิดโอกาสให้กับแนวคิดและนวัตกรรมใหม่ๆ เปรียบไปก็เหมือนเรื่องธุรกิจนะครับ ถามว่าถ้า Apple ไม่คิดใหม่ทำใหม่ แต่เอาเวลาและทรัพยากรของบริษัทที่มีไปเดินตามชาวบ้านเค้า Apple จะรุ่งเรืองแบบนี้มั้ย? อืม … ก็ไม่แน่อาจจะรุ่ง แต่มั่นใจว่าไม่รุ่งเร็วขนาดนี้หรอก มันต้องคิดใหม่ทำใหม่เท่านั้น สินค้าตระกูล ‘i’ ทั้งหลายนั้นแหละผลของเปิดโอกาสให้ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมทำงาน กับ Kaiser-Hill ก็ไม่ต่างกันเท่าไรครับ ต้องยกย่องความคิดทันสมัยของเหล่าผู้บริหารนะครับ พวกเขารู้ดีว่าวิธีการเก่าๆไม่มีทางทำให้เป้าหมายสูงสุดเป็นจริงได้ พวกเขาจึงเปิดโอกาสให้พนักงานทุกคนได้คิดและเสนอแนวทางการทำงานใหม่เกิดขึ้นโดยหลักการ ‘ทำให้เร็ว ทำให้ประหยัด และทำให้ปลอดภัย’ ยังอยู่ครบถ้วน นี่คือการกระจายอำนาจการทำงานให้พนักงานหรือที่เรียกกันว่า Empowerment ครับ นอกจากจะได้ผลงานที่ดีขึ้นแล้วความสุขในการทำงานของพนักงานก็มีมากขึ้นตามไปด้วย


อืม … แต่ว่าเราจะมั่นใจได้หรอว่าการกระจายอำนาจแบบนี้จะไม่เสี่ยงเกินไปถ้าพนักงานไม่มีความเชี่ยวชาญในงาน เสี่ยงแน่นอนครับ ผู้บริหารก็รู้ จะแก้ปัญหานี้จะทำยังไงดี? ง่ายๆก็หาคนที่เชี่ยวชาญเข้ามาทำงานซิ แล้วคนที่เหมาะสมที่สุดจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากคนที่ทำงานอยู่ที่โรงงานนี้อยู่แล้วนั่นแหละ จากแต่ก่อนพนักงานเหล่านี้ทำหน้าที่ผลิตอาวุธ ตอนนี้เปลี่ยนหน้าที่แล้วครับ มาเป็นคนกำจัดสิ่งที่พวกเขาเคยสร้าง การทำงานเปลี่ยนนิดหน่อยแต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนคือความรู้ ทักษะและความคุ้นเคยกันระหว่างทีมงาน ตรงนี้จะช่วยให้การบริหารจัดการง่ายขึ้น


Lesson Learned4: Human Resource Management

สุดท้ายเรื่องการบริหารทรัพยากรบุคคลและผลตอบแทน ปัญหาที่ Kaiser-Hill เจอก็คือความรู้สึกของพนักงานจะไม่ค่อยดีกับงานลักษณะนี้เท่าไรเพราะจะว่าไปมันก็เหมือนเป็นงาน Contract นะครับ คือเมื่อปิดโรงงานได้พวกคุณก็ไม่มีงานทำต่อไป ช่วงแรกเลยเกิดปัญหางานไม่ค่อยเดินเพราะพนักงานไม่อยากปิดโรงงานให้ได้เร็วเพราะกลัวจะตกงานกัน วิธีการแก้ไขปัญหาตรงนี้น่าสนใจครับ โอเคแหละว่าการสร้างกระบวนการคิดผลตอบแทนของพนักงานด้วยการผูกกับประสิทธิภาพของตัวพนักงานเองเป็นเรื่องที่เราก็เห็นๆกันบ่อยๆ แต่ (ตัวผมเอง) ไม่เคยเห็นที่ว่านายจ้างจะช่วยหางานใหม่ให้ลูกจ้างนะครับ ฮ่าๆๆ แต่กับ Kaiser-Hill พวกเขาทำครับ ทั้งลงโฆษณาหางานให้พนักงานทางหนังสือพิมพ์และเวปไซต์ ติดต่อบริษัทและกลุ่มธุรกิจเพื่อฝากงานให้ ถึงขนาดออกเงินค่าจ้างให้ก่อนก็มี (แมนสุดๆ) ตรงนี้แหละที่ทำให้พนักงานไม่ต้องกลัวเรื่องจะตกงานแล้วครับ และผลที่ตามมาก็คือประสิทธิภาพการทำงานที่ยอดเยี่ยมของพนักงานทุกคนและนำมาซึ่งการบรรลุเป้าหมายอย่างเกินเป้าหมายเพราะโครงการนี้ทำเสร็จก่อนเวลา 14 เดือนและประหยัดงบประมาณไปได้อีกกว่า 500 ล้านเหรียญ สุดยอดมากๆ


ทั้งหมดคือมุมมองของผมที่มีต่อโครงการนี้ ถ้าให้เลือกหนึ่งข้อที่โดนใจที่สุดก็คงจะเป็นเรื่องการที่ผู้บริหารเปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วมในการนำเสนอแนวคิดและนวัตกรรมใหม่ๆที่จะเป็นประโยชน์ต่องานครับ สำหรับผม Empowerment มีความสำคัญมาก มันคือส่วนหนึ่งที่ทำให้การทำงานสนุกและท้าทาย สำหรับหัวหน้าทั้งหลายลองเปิดใจดูแล้วจะเห็นว่าน้องๆของคุณมีพลังแฝงมากแค่ไหน :)


The Rocky Flats Plant

หลังจากสงครามโลกครั้งที่สองจบลงด้วยระเบิดปรมาณูสองลูก (ค.ศ. 1945) โลกก็ก้าวเข้าสู่สภาวะสงครามอีกรูปแบบหนึ่ง “สงครามเย็น” (Cold War) โดยเป็นการต่อสู้กันระหว่างสองขั้วมหาอำนาจที่มีแนวคิดทางการเมืองแตกต่างกัน ฝ่ายหนึ่งคือสหภาพโซเวียตซึ่งปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ อีกฝ่ายหนึ่งคือสหรัฐอเมริกาที่ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย ที่น่าสนใจคือการแสดงออกถึงความขัดแย้งนั้นไม่ได้ออกมาในรูปแบบของการฟาดฟันกันโดยตรงทางทหาร แต่เป็นการต่อสู้กันทางอุดมการณ์ทางการเมือง เศรษฐกิจ เทคโนโลยีทางอวกาศ และแข่งขันกันในด้านการสะสมอาวุธ


ณ เวลานั้น การสะสมอาวุธเป็นปัจจัยสำคัญในการทำสงครามเย็นเพราะเป็นการแสดงให้เห็นถึงแสนยานุภาพของกองทัพตัวเองเผื่อเอาไว้ขู่ฝ่ายตรงข้าม แน่นอนเมื่อพูดถึงอาวุธที่ร้ายแรงเราต้องนึกถึงอาวุธนิวเคลียร์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่ออาวุธนิวเคลียร์เป็นเครื่องมือสำคัญในการทำสงครามโรงงานผลิตก็ย่อมต้องสำคัญเช่นกัน และนี่คือจุดกำเนิดของโรงงาน Rocky Flats


โรงงาน Rocky Flats ตั้งอยู่ 16 ไมล์ทางเหนือของเมืองเดนเวอร์ รัฐโคโลราโด สหรัฐอเมริกา โรงงานแห่งนี้ถูกเปิดใช้งานเมื่อปี 1952 ทำหน้าที่ผลิตอาวุธนิวเคลียร์และส่วนประกอบหลายชนิด เช่น ระเบิดไฮโดรเจน และตัวจุดชนวนพลูโตเนียม


หลังจากมีบทบาทสำคัญในการผลิตอาวุธมาเกือบ 40 ปี Rocky Flats ก็หมดความสำคัญเมื่อสงครามเย็นสิ้นสุดลงด้วยการล่มสลายของสหภาพโซเวียต (ค.ศ. 1991) ทิ้งไว้แต่เพียงเครื่องไม้เครื่องมือที่ปนเปื้อนไปด้วยกำมันตภาพรังสี ไม่เว้นแม้พื้นดินและแหล่งน้ำทั้งบนดินและใต้ดิน


เป็นหน้าที่ของกระทรวงพลังงาน (Department of Energy : DOE) ของสหรัฐอเมริกาที่ต้องมาเก็บกวาดทำความสะอาดพื้นที่แถบนี้ให้เรียบร้อย เพื่อนำกลับมาใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆต่อไป


Kaiser-Hill Co. LLC

Kaiser-Hill Co. LLC จากเมืองบลูมฟิลด์ (Broomfield) รัฐโคโลราโดคือบริษัทที่หาญกล้าเข้ามารับงานอันท้าทายนี้ งานที่ต้องเก็บกวาดทำความสะอาดพื้นที่ 6,245 เอเคอร์ (15,612.5 ไร่) ซึ่งปนเปื้อนไปด้วยกำมันตภาพรังสีและสารเคมีอันตราย งานที่ DOE ประเมินว่าต้องใช้เวลาทั้งหมด 70 ปีกับเงินอีก 36,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ แต่กลับกลายเป็นงานที่ Kaiser-Hill ต้องทำให้เสร็จภายใน 6 ปีด้วยงบประมาณแค่ 3,960 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ

Rocky_Flats

เป็นข้อสงสัยที่ควรหาคำตอบอย่างยิ่งครับว่า “เค้าทำได้อย่างไร” งานเสร็จก่อนเวลาแถมประหยัดงบประมาณไปได้อีกเพียบกับโครงการใหญ่ยักษ์ขนาดนี้ ฝากไว้เป็นการบ้านสำหรับเพื่อนๆที่สนใจนะครับ ลองอ่านบทความนี้เพิ่มเติมดู แล้วบอกผมหน่อยว่าคิดยังไงกันบ้าง


ปล. วันอาทิตย์หน้าผมจะมาเล่าให้ว่าผมได้ความรู้อะไรบ้างจากโครงการนี้ :)


แจก Ebook How to Build Software ฟรี!!!

Posted by kannique On April - 17 - 20116 COMMENTS

Just Software vs. Quality Software

การสร้าง Software ขึ้นมาซักตัวแค่เขียนโค๊ดเป็นก็พอแล้วใช่มั้ย? … อาจจะใช่ แต่การสร้าง Software ที่ดีขึ้นมาซักตัวมันมีแค่เขียนโค๊ดรึเปล่า? ไม่ใช่แน่นอนครับ มีอะไรอีกมากมายที่ Ebook เล่มนี้จะเล่าให้เพื่อนๆฟัง


มีกูรูในอดีตหลายท่านพูดคล้ายๆกันว่า “คุณจะเรียนรู้ก็เมื่อคุณได้ลงมือทำ” กรณีนี้ก็เหมือนกันครับความรู้ที่ได้จากหนังสือและทฤษฎีก็ส่วนหนึ่ง แต่อีกครึ่งหนึ่งคือประสบการณ์ที่เราได้ลงมือทำมันจริงๆ ผมเชื่อในจุดนี้ก็เลยถ่ายทอดเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้โดยอาศัยประสบการณ์ของตัวเองร่วมกับการสร้างเหตุการณ์สมมติที่เพื่อนๆส่วนใหญ่คงจะคุ้นเคยกัน หวังว่าจะช่วยให้ง่ายต่อการอ่านและทำความเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดครับ


อ่านแล้วจะได้อะไรบ้าง? ต้องบอกก่อนว่าหนังสือเล่มนี้เป็นแค่คู่มือสำหรับคนที่ทำงานกับ Software Development Project ผมเน้นกระบวนการพื้นฐานที่จำเป็น ทฤษฎีและหลักปฏิบัติที่ใช้ได้จริง ดังนั้นเนื้อหาจะเป็นอะไรที่พื้นฐานและเบื้องต้นเท่านั้น คงไม่มีทฤษฎีอะไรที่ลึกลับ หลักการปฏิบัติที่ยากต่อการเข้าใจครับ


Subscribe For Download

เหมือนเดิมครับ สำหรับเพื่อนใหม่แค่ Subscribe (ด้านบนหรือด้านขวา … หรือด้านล่าง) ก็ Download ได้ฟรีแล้วครับ สำหรับเพื่อนเก่าที่ Subscribe แล้ว … ผมส่งหนังสือเล่มนี้ให้โดยตรงผ่านทางอีเมล์แล้วครับ :D


Words of Wisdom — ภาค 2

Posted by kannique On April - 10 - 20112 COMMENTS

Every one of us alone has the power to direct the course of our lives by choosing what actions we will or won’t take. While sometimes it’s easier to believe you don’t have a choice, the reality is that you always have a choice to behave differently. – Francine Ward, business leader

“เราทุกคนมีสิทธิกำหนดแนวทางการใช้ชีวิตได้ด้วยการเลือกที่จะทำหรือไม่ทำสิ่งต่างๆ ในขณะที่บางครั้งมันเป็นเรื่องง่ายที่จะเชื่อว่าคุณไม่มีทางเลือก แต่ในความจริงแล้วคุณมีทางเลือกที่จะทำอะไรที่ต่างไปอยู่เสมอ” เห็นด้วยกับประโยคนี้มั้ยครับ? มันเป็นเรื่องง่ายที่จะเชื่อว่าเราไม่มีทางเลือก อย่างเช่น …ผมไม่มีทางเลือกก็เพื่อนผมสอบเข้าคณะนี้กันหมดเลย …ทำไงได้หละถ้าไม่ทำงานนี้หนูก็อดตายซิ หรือ …ก็สมควรแล้วอะเพ่ มันพูดจาแมวๆกับผมก่อนอะ


จากเหตุการณ์ทั้งหมดถ้ามองให้ลึกแล้วเรามีทางเลือกอย่างน้อยสองทางนั่นคือ ทำ/ไม่ทำอะไรซักอย่างครับ เราเลือกที่จะทำตามเพื่อน เราเลือกที่จะทำงานนี้ เราเลือกที่จะลงไม้ลงมือกับใครซักคน หรือเราจะไม่ทำอะไรซักอย่างนั้นเลยก็ได้ จริงปะ? ประเด็นสำคัญมันอยู่ที่ว่าเมื่อถึงสถานการณ์นั้นแล้ว เรามองหาทางเลือกให้ตัวเองได้หรือไม่


ขออนุญาตถ่ายทอดบทความผ่านเรื่องราวที่เลวร้ายของเด็กหญิงคนนึงครับ


เหตุการณ์สมมติ … เมื่อคืนเด็กหญิงซี (นามสมมติ) ต้องทำงานอยู่ที่สำนักงานจนเกือบห้าทุ่มเพราะงานไม่เสร็จ (ขนาดทำถึงห้าทุ่มก็ใช่ว่าจะเสร็จนะ) แต่ที่ต้องกลับเพราะร่างกายมันไม่ไหวแล้ว ไม่ต้องนับถึงสภาพจิตใจที่บอบช้ำและเบื่อหน่ายเพราะปัญหากับลูกค้าที่แสนจะจู้จี้ กลับถึงบ้านล้มตัวลงนอนแล้วก็เผลอหลับไปในแทบจะทันทีเพราะความเหนื่อยล้า จำได้ว่าสิ่งสุดท้ายที่อยู่ในห้วงความคิดคือ … พรุ่งนี้ต้องแย่แน่ๆเลย


6.00 เสียงนาฬิกาปลุกก็ดังขึ้นเหมือนทุกวัน เด็กหญิงซีเหมือนถูกภาระหน้าที่กระชากให้ลุกจากเตียงไปทำธุระส่วนตัวก่อนออกจากบ้าน ตลอดเวลาจากบ้านถึงที่ทำงานอารมณ์เด็กหญิงซีมีแต่ความขุ่นมัวเพราะความเครียดที่เกิดขึ้นจากเรื่องงาน เด็กหญิงซีไม่มีทางเลือก1 แน่นอนอารมณ์มันแสดงออกให้เห็นได้อย่างชัดเจนผ่านทางสีหน้าแววตา เอาเป็นว่าเช้านั้นไม่มีใครกล้าเข้ามาคุยกับเด็กหญิงซีเลย



Choice_03_resized


เมื่อมาถึงโต๊ะทำงาน สิ่งแรกที่ทำเหมือนทุกวันก็คือเช็คอีเมล์ … และแล้วสิ่งที่เด็กหญิงซีกลัวก็เป็นจริง ลูกค้าส่งอีเมล์มาต่อว่าว่าทำไมงานถึงยังไม่เสร็จ (ทั้งๆที่ทำเกินเวลาถึงห้าทุ่มแล้วนะนั่น) ‘อืม ถ้าถามดีๆก็ไม่เป็นไรหรอกนะ แต่ในเมื่อคุณต่อว่ามาขนาดนี้ … ชั้นก็ไม่ต้องทนมันอีกต่อไปแล้ว’ เด็กหญิงซีตัดสินใจตอบอีเมล์กลับไปทันทีด้วยถ้อยคำที่ไม่สมควรจะใช้ ก็ตอนนั้นมันโกรธนี่ เด็กหญิงซีไม่มีทางเลือก 2 คงไม่ต้องเล่าต่อว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเด็กหญิงซีเมื่อตอบอีเมล์ไปแบบนั้น


เวลาล่วงเลยมาถึงเที่ยงอารมณ์ก็ยังขุ่นมัวต่อไป เด็กหญิงซีตัดสินใจไม่พูดไม่คุยกับใครด้วยการหลบไปกินข้าวคนเดียว เด็กหญิงซีไม่มีทางเลือก 3 กลับมาทำงานช่วงบ่ายได้ไม่นานหัวหน้าก็เรียกเข้าไปพบ ‘เรื่องโบนัสรึเปล่านะ เฮ้อ ขออะไรดีๆเข้ามาในชีวิตบ้างเถอะ’ เด็กหญิงซีหวังใจไว้ โชคร้ายที่ทุกอย่างเป็นไปแบบที่เด็กหญิงซีหวังไว้เพียงครึ่งเดียว ครึ่งที่ใช่…หัวหน้าเรียกไปคุยเรื่องโบนัส ครึ่งที่ไม่ใช่…หัวหน้าบอกว่าปีนี้ไม่มีโบนัสเพราะผลประกอบการของบริษัทไม่เป็นไปตามเป้า เด็กหญิงซีผิดหวังอย่างมากที่ได้ยินแบบนั้น ประกอบกับความเครียดความกดดันที่มีมาก่อนหน้า เด็กหญิงซีระงับอารมณ์ตัวเองไม่อยู่ซะแล้ว จากการพูดคุยธรรมดาการเป็นการตั้งประเด็นโต้เถียงในเรื่องโบนัส การทำงาน เพื่อนร่วมงาน ความไม่ยุติธรรมของบริษัทและตัวหัวหน้าเอง พาลไปเรื่องจะไม่ยอมทำงานที่นี่อีกแล้ว เด็กหญิงซีไม่มีทางเลือก 4


ตกเย็นระหว่างทางกลับบ้าน คุณแฟนของเด็กหญิงซีโทรมาหา ด้วยความหวังว่าจะได้เพื่อนที่รู้ใจรับฟังและให้คำปรึกษา แต่วันนี้เป็นวันที่เลวร้ายจริงๆ ไมมีอะไรได้อย่างใจเลย เด็กหญิงซีกลับกลายเป็นว่าต้องมาทะเลาะกับคุณแฟนด้วยเรื่องที่ไม่น่าจะสำคัญอะไรเลย … ‘ทำไมโทรไปเมื่อคืนไม่รับ? แล้วทำไมไม่โทรกลับ? ไปไหนมารึเปล่า?’ น้ำตาเริ่มไหลออกมาเป็นสายทั้งๆที่อยู่บนรถเมล์นั่นเพราะเด็กหญิงซีบอกตัวเองว่าทั้งหมดนี้มันมากไปแล้ว มากเกินจะรับไหวจริงๆ


กลับถึงบ้าน เด็กหญิงซีก็เก็บตัวเงียบอยู่คนเดียว เฝ้าแต่คิดทบทวนถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นมาตลอดวันสองวันนี้ ‘ไม่มีอะไรดีกับชั้นเลย ไม่มีใครเข้าใจชั้น ทุกคนเหมือนอยู่ไกลมากจริงๆ ขนาดคนนั้นที่เราฝากชีวิตและความหวังไว้ยังอยู่ห่างออกไปเกินกว่าจะเอื้อมถึงเลย … ชั้นมีค่ากับใครบ้างไหม?’ คำถามสุดท้ายที่แสนจะอันตราย เป็นคำถามที่ทำให้เด็กหญิงซีตัดสินใจทำอะไรที่ทุกคนไม่อยากให้เกิดขึ้น เด็กหญิงซีไม่มีทางเลือก 5


เด็กหญิงซีไม่มีทางเลือกจริงๆหรอ?


ครั้งที่ 1: บอกตัวเองว่า … ‘จริงๆแล้วเรามีทางเลือก’

เราไม่มีทางเลือกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วในอดีตแต่เรามีทางเลือกสำหรับปัจจุบันและอนาคตแน่นอน ทางเลือกที่จะทำหรือไม่ทำอะไร ในกรณีของเด็กหญิงซี ตอนเช้าตื่นมาเธอเลือกได้ที่จะบอกตัวเองว่า ‘วันนี้จะเป็นวันที่แย่ที่สุดในชีวิต’ หรือจะบอกตัวเองว่า ‘มันก็แค่เรื่องร้ายๆที่ผ่านมาแล้วก็จะผ่านไป เราต้องเข้มแข็งเข้าไว้’ แค่นี้เอง มันอยู่ที่ความคิดของเราล้วนๆเลยครับ


ถ้าเด็กหญิงซีบอกตัวเองว่าเธอมีทางเลือก รับรองได้ว่าเหตุการณ์ร้ายๆที่ตามมาจะไม่เกิดขึ้นแน่ๆ


ครั้งที่ 2: แน่ใจแล้วใช่มั้ยว่าจะทำ … คิดใหม่อีกรอบดีกว่านะ

นี่คือพลังของการคิดอีกครั้ง (ที่เค้าเรียกกันว่า Think Twice นั่นแหละ) ในช่วงอารมณ์แปรปรวนหรือกำลังหงุดหงิดอยู่เรามองไม่เห็นทางเลือกอื่นนอกจาความเกรี้ยวกราดและความหุนหันพลันแล่นหรอกครับ อันนี้อันตรายทีเดียว แต่ถ้าก่อนจะทำอะไรเราลองคิดอีกครั้งดูซิ เราอาจจะมองเห็นอะไรที่ดีกว่าก็ได้นะครับ ในกรณีของเด็กหญิงซี แทนที่เธอจะตอบอีเมล์ลูกค้าด้วยถ้อยคำที่ไม่เหมาะสม (นั่นทำไปด้วยอารมณ์ล้วนๆ) ถ้าเด็กหญิงซีลองคิดอีกครั้งก่อนที่จะเริ่มเขียนอีเมล์ เธออาจจะเข้าใจว่าตอนนี้เธออยู่ในห้วงอารมณ์ที่ไม่เหมาะอย่างยิ่งที่จะตอบอีเมล์ เธอมีทางเลือกที่จะเดินไปเข้าห้องน้ำ แวะชงกาแฟมานั่งจิบให้ใจเย็นลง และตอนนี้เธอรู้สึกดีขึ้นแล้ว เธอเริ่มร่างอีเมล์ และเธอคิดอีกรอบ คิดแล้วอ่านทบทวนข้อความทั้งหมดให้แน่ใจว่า นั่นคือสิ่งที่เธอต้องการจะสื่อออกไปจริงๆ แล้วก็ “Send”


ถ้าเด็กหญิงซีคิดใหม่อีกรอบก่อนจะทำอะไร เหตุการณ์ร้ายๆคงไม่เกิดขึ้น


ครั้งที่ 3: บอกตัวเองว่า … การขอคำปรึกษาจากคนอื่นไม่ได้แสดงว่าเราอ่อนแอ

การอยู่คนเดียวเป็นเรื่องที่ทำได้และควรทำในบางสถานการณ์ แต่เมื่อจิตใจเราบอบช้ำความคิดพลุ่งพลานเหมือนจะคุมไม่อยู่ มันน่าจะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นบ้างครับ เพื่ออะไร เพื่อเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ระบายความในใจและเรื่องราวร้ายๆที่เกิดขึ้นให้คนที่เราไว้ใจได้ฟัง การทำแบบนี้ไม่ได้หมายความว่าเราอ่อนแอแต่กลับการมันเป็นการแสดงให้เห็นถึงความจริงใจและการมีวุฒิภาวะทางอารมณ์ของเรา และสิ่งที่เราจะได้จากการพูดคุยกับคนที่เราไว้ใจก็คือความคิดใหม่ๆ มุมมองใหม่ๆ และแน่นอนทางเลือกใหม่ๆ กรณีของเด็กหญิงซี ถ้าเธอตัดสินใจไปกินข้าวร่วมกับเพื่อนเพื่อขอปรึกษาปัญหาที่เจอแล้วหละก็เธอคงจะสบายใจขึ้น แล้วก็ได้แนวทางแก้ปัญหาที่จะเกิดขึ้นด้วย


ถ้าเด็กหญิงซีพร้อมเปิดใจกับคนที่เธอไว้ใจ เรื่องร้ายๆที่เกิดขึ้นอาจจะจบลงได้ด้วยดีและเร็วกว่าที่เธอคิดไว้


ครั้งที่ 4: คิดในแง่บวกไว้ … มีข่าวดีซ่อนอยู่ในข่าวร้ายเสมอ

การมองโลกในแง่ดีจะช่วยให้เรามองเห็นทางเลือกอื่นๆได้อีกมากอย่างไม่น่าเชื่อครับ และ Positive Thinking จะช่วยให้เรามีภูมิต้านทานต่อความผิดหวังได้ดีขึ้นมาก แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำแบบนี้ แต่ก็ไม่เสียหายถ้าจะฝึกไว้ จากกรณีของเด็กหญิงซี การไม่ได้โบนัสมีเรื่องดีๆซ่อนอยู่ด้วยหรอ? อืม … ถ้าคิดในแง่บวกขึ้นมาหน่อย เมื่อเธอต้องการใช้เงิน แต่ไม่ได้เงินก้อนนั้นมา เธออาจจะมีความทะเยอทะยานในการใช้ชีวิตเพิ่มขึ้น เธออาจจะเห็นว่าการไม่ได้โบนัสเป็นประตูที่เปิดให้เธอมีโอกาสได้ทำอะไรใหม่ๆ อย่างเช่น เธอเริ่มมองหาอาชีพเสริม และด้วยความที่ชอบทำขนมเป็นทุนเดิมเธอจึงตัดสินใจไปเรียนทำขนมอย่างจริงจัง เธอเริ่มคุยกับพี่น้องเรื่องลงทุนเปิดร้านขนม สุดท้ายเธอได้ทำงานที่เธอรักและมีเงินใช้อย่างพอเพียง


ถ้าเด็กหญิงซีมองโลกในแง่ดีมากกว่านี้อีกนิด เหตุการณ์ร้ายๆที่เกิดขึ้นคงไม่แย่กับเธอเท่าไรหรอก


ครั้งที่ 5: คิดถึงคนอื่นให้มากกว่านี้อีกนิด … แล้วเราจะทำอะไรที่ต่างออกไป

บางครั้งด้วยอารมณ์ความรู้สึกมันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ครับที่จะมีความคิดว่าเราอยู่คนเดียวในโลกใบนี้ เพราะฉะนั้นเราจะทำอะไรก็ได้ที่เราต้องการโดยไม่คำนึงถึงผลเสียที่จะตามมา ก็ทำไมหละ ตัวเรา ชีวิตเรา ความคิดเรา ใครจะทำไม … มันก็ใช่แหละที่พูดมานั้นถูกต้องทั้งหมด แต่หลายครั้งหลายหนที่สุดท้ายแล้วเราต้องมานั่งเสียใจกับสิ่งที่ทำหรือไม่ได้ทำ นั่นเพราะเราเริ่มมองเห็นว่าเราไม่ได้อยู่คนเดียวในโลกและการกระทำบางอย่างของเรานั้นทำให้คนอื่นเสียใจ ทำให้คนอื่นเดือดร้อน และอีกหลายๆอย่าง ถ้าไม่อยากให้เป็นแบบนั้นอีก ก่อนทำอะไรลองคิดถึงคนอื่นให้มากกว่านี้อีกนิดดีมั้ย? กรณีของเด็กหญิงซี ถ้าเธอคิดถึงพ่อ แม่ พี่ น้อง ครอบครัว เพื่อนๆ และคนอื่นๆที่รักเธออีกนิด เธอจะไม่ตัดสินใจทำอะไรที่รุนแรงแบบนั้นแน่นอน


ถ้าเด็กหญิงซีคิดถึงคนอื่นมากกว่านี้ เหตุการณ์ร้ายๆที่เกิดขึ้นคงไม่บานปลายเป็นเรื่องน่าเศร้า


วันนี้เราเรียนรู้อะไรจากชีวิตของเด็กหญิงซีเยอะเลยนะครับ ถึงแม้จะเป็นแค่เหตุการณ์สมมติก็เถอะ เรามีทางเลือกที่จะทำอะไรที่ต่างไปเสมอครับ อยู่แค่เรามองเห็นมันมั้ย :)


Words of Wisdom — ภาค 1

Posted by kannique On April - 3 - 20114 COMMENTS

ผมอ่านเจอบทความหนึ่งน่าสนใจ บทความนี้พูดถึงเรื่องความเป็นผู้นำครับ เค้าบอกว่าการแสดงออกถึงความเป็นผู้นำของเราจะเป็นปัจจัยที่ชี้นำอาชีพของเราซึ่งบางครั้งหลายคนไม่ได้ตระหนักถึงความจริงข้อนี้หรือบางครั้งก็ลืมไป ผู้เขียนเลยสรรหา 12 คำพูดดีๆมาให้อ่านเพื่อเป็นทั้งการเตือนใจและกำลังใจ ผมอ่านแล้วก็คิดไปว่าหลายคำพูดดีนะ มันมีประโยชน์กับตัวผมเองมาก เห็นแล้วก็อดไม่ได้ที่จะเอามาฝากกันครับ


ในความคิดผมเองทั้งหมดของบทความที่ผมเขียนนี้เป็นมากกว่าแค่คุณสมบัติของ Project Manager มันคือสิ่งที่สามารถปรับเปลี่ยนแนวคิดแนวปฏิบัติให้ทุกคนได้เลย (ไม่แน่ใจว่าคนอื่นจะคิดเหมือนผมมั้ย :) ) ภาคแรกมีมาฝากสองข้อก่อนครับ



Believe in yourself! Have faith in your abilities! Without a humble but reasonable confidence in your own powers, you cannot be successful or happy. – Norman Vincent Peale, minister and author

มีเรื่องเล่าให้ฟังครับ ผมอ่านเจอจากหนังสือชื่อ “คิดใหญ่ไม่คิดเล็ก” ผู้เขียนเล่าว่า มีพนักงานคนนึงทำงานตำแหน่งเล็กๆในบริษัทขนาดกลาง (เข้าใจว่าประเทศสหรัฐอเมริกา) อาศัยอยู่ในห้องเช่าย่านคนจนชานเมือง แน่หละเขาไม่ใช่คนร่ำรวยอะไรออกจะลำบากนิดๆด้วยซ้ำ ตอนนี้เขาค่อนข้างเครียดกับสถานการณ์ของตัวเองมากทีเดียวเพราะภรรยาของเขาเพิ่งคลอดลูก สมาชิกใหม่มาพร้อมกับภาระที่มากขึ้นทั้งเขาและภรรยารู้ความจริงข้อนี้ดี ไหนจะเรื่องค่าใช้จ่ายแล้วบวกกับความกังวลกับสภาพแวดล้อมแย่ๆสำหรับลูกของทั้งสองคน

พนักงาน: “นี่เราจะปล่อยให้มันเป็นไปแบบนี้เรื่อยๆหรอ?” เขาเปิดอกกับภรรยา

ภรรยา: “ไม่แน่นอน ฉันไม่ต้องการแบบนี้” ภรรยาตอบทันทีแบบไม่ต้องคิด

พนักงาน: “เราต้องทำอะไรซักอย่างแล้วหละ … คุณอยากได้อะไร” พนักงานตั้งคำถามปลายเปิด

ภรรยา: “ฉันอยากมีบ้านเป็นของตัวเอง มีสวนหน้าบ้านเล็กๆ อยากมีสภาพแวดล้อมดีๆให้ลูก แต่ฉันก็เข้าใจนะว่ามันยาก” ความฝันของภรรยาทำให้พนักงานนิ่งไปพักนึง

พนักงาน: “เอาซิ ผมก็อยากได้แบบนั้นเหมือนกัน ลองดูซักตั้ง” เขาพูดด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่มีความหวัง


เช้าวันรุ่งขึ้นพนักงานคนนี้ขอพบผู้จัดการของเขา เขาพูดถึงความต้องการของเขาอย่างตรงไปตรงมา


พนักงาน
: “หัวหน้าครับ มีงานอื่นให้ผมทำอีกมั้ยครับ ผมต้องการรายได้เพิ่ม”

หัวหน้า: “อืม มันก็พอมีนะ ตอนนี้งานฝ่ายการตลาดเยอะมาก ทางนั้นกำลังอยากได้คนช่วยพอดีเลย ว่าแต่นายจะทำได้หรอ นายไม่มีประสบการณ์ด้านนี้เลยนะ” หัวหน้าอยากช่วยแต่ก็ไม่แน่ใจในเรื่องความสามารถของเขา

พนักงาน: “ผมมั่นใจว่าผมจะทำได้ครับ ผมพร้อมจะทำงานเกินเวลาเพื่อที่จะเรียนรู้งานให้เร็วที่สุด ผมเริ่มงานได้เมื่อไรครับ” ความมั่นใจจากเมื่อคืนที่คุยกับภรรยานั้นไม่ได้หายไป


พนักงานได้งานเพิ่มสมใจ แน่นอนเขาได้มีบ้านเป็นของตัวเอง เหนื่อยแต่คุ้มค่าเพราะไม่กี่เดือนต่อมาเขาได้เลื่อนตำแหน่งจากพนักงานธรรมดาเป็นผู้จัดการ ชีวิตการงานและครอบครัวของเขาลงตัวขึ้นมากทีเดียว จบ …

เรื่องนี้บอกอะไรเราบ้าง ผมว่าก็เป็นอย่างที่ประโยคข้างบนหละครับ “ถ้าเราไม่เชื่อมั่นในความสามารถของตัวเอง (อย่างมีเหตุผล) ก็เป็นเรื่องยากที่จะประสบความสำเร็จ” ที่พนักงานคนนี้กล้าที่จะลุกขึ้นมาทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ผมว่าเป็นเพราะเค้าเชื่อมั่นในตัวเองอย่างแรงกล้าครับ


มันคงจะดีถ้าเรามีความมั่นใจในตัวเองในระดับที่เหมาะสมนะครับ จุดเริ่มต้นที่ดีน่าจะเป็นการพยายามที่จะไม่ดูถูกตัวเอง มันก็ต้องมีบ้างหละที่รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เรื่องหรือไม่น่าจะมีปัญญาทำนั่นทำนี่ได้ สำคัญที่ว่าอย่าปล่อยให้ความรู้สึกแบบนั้นอยู่กับเรานานจนเกินไป ต้องดึงตัวเองกลับมาให้เร็ว ทางหนึ่งที่ทำได้ก็ด้วยการคิดถึงในสิ่งที่เราทำได้ดี คิดถึงความสามารถที่เรามี คิดถึงความเป็นตัวตนที่เราเป็นจริงๆ นั่นคือความภูมิใจ … ความภูมิใจได้มาจากไหน? ผมคิดว่ามันได้มาจากการที่เรารู้จักตัวตนของเราเองและนั่นทำให้เรารู้ว่าเรามีความสามารถแค่ไหน


คำถามง่ายแต่ตอบยากมาก … “คุณคิดว่าคุณชอบอะไร ถนัดด้านไหน มีความสามารถอะไรที่โดดเด่น” ตอบยากมั้ย? ผมว่าถ้าใครตอบได้แบบเป๊ะๆนี่น่าอิจฉามากนะครับ ฮ่าๆ ผมอ่านหนังสืออีกเล่มหนึ่งเค้าบอกว่า “คนส่วนใหญ่ไม่รู้หรอกว่าตัวเองเก่งด้านไหนชอบอะไร แต่ถ้าถามว่าตัวเองทำอะไรไม่ได้เรื่องหรือไม่ชอบอะไรหละ … คำตอบจะพรั่งพรูออกมาเลย” ผมว่าจริงนะ เพื่อนๆว่าจริงมั้ย? (ลองถามตัวเองดูก็ได้) การจะหาว่าตัวเองเก่งอะไรชอบอะไรเป็นเรื่องยาก(มาก)ครับแต่ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้ … แล้วทำยังไง


ไม่รู้ซิ ผมว่าเรื่องแบบนี้ต้องให้เวลาครับ ให้เวลากับตัวเองบ้าง วันหนึ่ง 24 ชั่วโมง เราพบเจอผู้คนมากมาย คุยกับคนนู้นคนนี้ก็ใช้เวลาไม่ใช่น้อย … ถามว่าเรามีเวลาคุยกับตัวเองบ้างมั้ย? การที่เราจะรู้จักใครซักคนเราต้องคุยต้องมีปฏิสัมพันธ์กับเค้าระดับหนึ่งใช่ปะ กับตัวเองก็เหมือนกัน ถ้าอยากรู้จักตัวเองเราก็ต้องให้เวลากับตัวเองครับ คงกำหนดไม่ได้หรอกว่าวันนึงต้องกี่ชั่วโมงกี่นาที แต่ลองดูครับ แล้วจะรู้ว่าเราก็มีอะไรดีเยอะแยะในตัว


ความเชื่อมั่นและความภูมิใจสร้างได้ด้วยตัวเองจริงๆ



If you listen to your fears, you will die never knowing what a great person you might have been. – Robert H. Schuller, minister and author

แปลคร่าวๆว่า “ถ้าเรามัวแต่ฟังแต่เสียงของความกลัว เราก็จะตายไปโดยไม่รู้ว่าจริงๆแล้วเราทำอะไรที่ยิ่งใหญ่ได้อีกมากมายแค่ไหน” ทำไมถึงเป็นแบบนั้นหละ? ไม่รู้เพื่อนๆเป็นเหมือนผมมั้ยที่เมื่อมีความคิดจะทำอะไร (ดีๆ) ขึ้นมา มันมักจะมีเสียงดังในหัวว่า “อย่าทำเลย มันไม่ดีหรอก คิดดูซิว่าถ้าทำแล้วมันล้มเหลวหละ แกจะทำยังไง?” “เฮ้ย ไม่ดีหรอก เสียเวลาเปล่าๆน่า ทำไปทำไม” “บ้าป่าว คิดว่าตัวเองพร้อมแล้วรึไง” อะไรพวกนี้แหละ เกือบทุกครั้งเลยที่ความคิดด้านลบมีมากกว่าด้านบวก ไม่รู้ทำไม ฮ่าๆ


ผมว่าทุกคนมีความอยากได้อยากเป็นอยากมีซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิด กิเลสอยู่คู่กับมนุษย์มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ความอยากนั้นง่าย ความพยายามซิยาก ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ (สำหรับผมนะ) ทุกอย่างต้องใช้ความพยายาม และความพยายามจะเกิดขึ้นเมื่อเราก้าวข้ามความกลัวที่อยู่ในใจได้แล้ว ก้าวข้ามคือความรู้สึกที่รู้ว่าเรากลัวอยู่แต่เรามีแรงมุ่งมั่นที่จะแกล้งมองข้ามมันไปแล้วเริ่มเผชิญหน้ากับสิ่งที่เราต้องทำ


แต่ละคนก็กลัวอะไรไม่เหมือนกันแล้วก็มีความอยากที่ไม่เหมือนกัน เช่น บางคนกลัวความสูงแต่อยากเป็นนักบิน บางคนกลัวฝรั่งแต่อยากไปทำงานต่างประเทศ อะไรแบบนี้ ถามว่าความรู้สึกกลัวความสูงมันหายไปเลยทันทีมั้ยที่ตัดสินใจจะเป็นนักบิน ผมว่าไม่หรอกครับ มันยังอยู่ตรงนั้นแหละ แต่สิ่งที่เพิ่มเข้ามาคือความ “แกล้ง” กล้าต่างหาก ฮ่าๆ สำหรับผมวิธีนี้ได้ผลนะ แกล้งกล้าคือใจอะกลัวแต่ตัวสร้างภาพว่ากล้าว่าทำได้ เช่น อาจารย์ถามว่าใครอยากนำเสนองานคนแรก ยกมือไปเลยครับ รู้ว่าใจหนะกลัวแต่ความแกล้งกล้าจะเป็นตัวบังคับให้เรายกมือ … เรื่องแบบนี้ต้องฝึกฝนจนถึงจุดที่เราไม่ต้อง “แกล้ง” กล้าในสิ่งนั้นอีกต่อไป


ลองฟังเพลงของ Taylor Swift ดูครับ (ชอบเธอเป็นการส่วนตัว) เพลงชื่อ Change มีประโยคหนึ่งที่ผมชอบเป็นพิเศษ






“You can walk away say you don’t need this. But there’s something in your eyes say we can beat this …” (นาทีที่ 1.44) เป็นประโยคที่เตือนตัวเองได้เป็นอย่างดีเมื่อเรามีความอยากและความกลัวเกิดขึ้นพร้อมๆกัน … “คุณจะเดินหนีไปแล้วก็โกหกตัวเองว่าคุณไม่ต้องการมันก็ได้ แต่รู้มั้ยว่ามีบางอย่างในแววตาคุณที่บอกว่าคุณชนะมันได้” … ขอแค่กล้าๆหน่อย ฮ่าๆ


บทความวันนี้ไม่ค่อยเกี่ยวกับเรื่องวิชาการเท่าไร เป็นความคิดที่ผมได้จากคำพูดดีๆสองประโยคนั้น หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆเหมือนกันครับ