ความคิดเห็นที่เป็นรูปธรรมที่สุดที่ผมได้รับจากการใช้หลักการ PERT ในการคำนวณหาความคืบหน้าของโปรเจกต์คือตัวเลขที่ได้มันออกจะ Subjective นะ … ไม่รู้จะใช้ภาษาไทยว่าอะไรครับ คงประมาณว่าเป็นตัวเลขที่มาจากตัวเองคนเดียว ไม่มีที่มาที่ไป อธิบายด้วยวิทยาศาสตร์หรือตัวเลขได้ยาก … ขออะไรที่มันน่าเชื่อถือกว่านี้ได้มั้ย ฮ่าๆๆ ก็เป็นโจทย์ให้มานั่งแก้ครับ?เหตุผลหลักๆที่ก่อให้เกิดข้อสงสัยในประเด็นนี้ขึ้นมาผมคิดว่ามีอยู่ซักสองสามข้อนะครับ
I want a detailed plan that describes project tasks.
จาก Template เก่า ผมไม่ได้ระบุรายละเอียดของงานที่ต้องทำในโปรเจกต์เลยนะครับ ถึงตรงนี้ต้องทำแล้วหละครับเพราะในการทำงานจริงคงเป็นเรื่องยากที่จะประเมินความคืบหน้าของโปรเจกต์ในอากาศ และมันก็ยากที่ใครจะเข้าใจและเข้าถึงสิ่งที่เราประเมินไป Template ใหม่นี้จะมี Sheet ใหม่ให้เพื่อนๆใส่ Project Task เข้าไปได้ครับ
The complexity of the tasks is not equally distributed.
การมี Project Task เป็นแค่จุดเริ่มต้นในการสร้างความโปร่งใสในการประเมินความคืบหน้าของโปรเจกต์ครับ หลักการง่ายๆที่สำคัญคือ
การที่ทำงานเสร็จ 5 จาก 10 งาน ไม่ได้แปลว่าเราทำงานเสร็จแล้ว 50%
เพราะเวลาที่ใช้หรือความยากง่ายในแต่ละงานไม่ได้เท่ากันนั่นเอง ดังนั้นก็เป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องเอาเรื่องนี้มาคิดด้วยครับ ในการ Estimation คำถามที่เจอบ่อยคือ หนึ่งคุณคิดว่าจะใช้เวลาทำงานนี้กี่วัน หรือ สองคุณคิดว่างานนี้ยากแค่ไหน ส่วนตัวแล้วไม่ค่อยชอบ Estimate ด้วยระยะเวลานะครับเพราะดูเหมือนความคลาดเคลื่อนจะสูงและเอาข้อมูลมาประยุกต์ใช้ภายหลังยาก (ไว้ขยายความในบทความถัดๆไปครับ) งั้นตอนนี้ผมขอเลือกเป็นข้อสองนะ … คุณคิดว่างานนี้ยากแค่ไหน แล้วยังไงต่อหละ มันจะมาช่วยเราให้หาตัวเลขความคืบหน้าของโปรเจกต์ได้ตรงขึ้นยังไง?

จากรูปครับ ตัวแปรที่สำคัญคือ (1) Complexity และ (2) % Progress … ผมเลือกใช้ตัวเลข 0-5 ในการอธิบายความยากง่ายของงาน คล้ายๆการหา Story Point ใน Agile Development โดย 1 ง่ายสุด 5 ยากสุด ส่วน 0 คือไม่แน่ใจ (เดี๋ยวกลับมา Estimate ทีหลัง) ขั้นตอนนี้ควรทำตอนต้นๆของโปรเจกต์นะครับ มันคือการทำ Estimation นั่นเอง
ขั้นต่อมาคือการทำ Project Tracking ที่เราจะดูว่างานแต่ละงานมีความคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว เลือกตัวเลขที่คิดว่าใกล้เคียงที่สุดในช่อง % Progress ครับ จากนั้นการคำนวณจะเกิดขึ้น ตัวเลขที่จะได้คือค่า Normalized % Progress ของแต่ละงานซึ่งเป็นค่าที่เทียบน้ำหนักกับงานอื่นๆในโปรเจกต์ทั้งหมดแล้ว ง่ายๆนะครับ
- ผลรวมของค่า Complexity ของทุกงานจะเป็นตัวตั้ง จากในรูปค่านี้คือ 22 ซึ่งคิดเป็น 100% ของงานที่ต้องทำ
- คำนวณ Complexity ของแต่ละงานเทียบกับค่า 22 เพื่อหาว่างานนั้นมีความยากเป็นร้อยละเท่าไรของงานทั้งหมด เช่น งานที่หนึ่งมีความยาก 2 จาก 22 แสดงว่ามันคิดเป็น 0.0909% ครับ
- สุดท้ายค่า % Progress ของแต่ละงานจะถูกถ่วงน้ำหนักด้วยค่า % ความยากของมันเอง เช่น ถ้างานที่หนึ่งเสร็จแล้ว % Progress = 100 แต่เมื่อเทียบกับความยากรวมแล้ว การทำงานนี้เสร็จจะคิดเป็นแค่ 0.09% x 100% = 9.09% (% Normalized Progress) ของความคืบหน้าทั้งหมดของโปรเจกต์เท่านั้นเองครับ
เมื่อใช้หลักการเดียวกันกับทุกงานที่มีแล้ว เราจะได้ค่าความคืบหน้าโดยรวมของโปรเจกต์ที่ละเอียดขึ้นมาใช้แทนการคำนวณด้วย PERT
I have no or little experience about this type of project.
เนื่องจากการคำนวณแบบเก่ามีพื้นฐานมาจากตัวบุคคลเป็นหลักนะครับ ด้วยประสบการณ์ในงานจะช่วยให้เราคาดคะเนความคืบหน้าของโปรเจกต์ได้ง่ายขึ้นใกล้เคียงความจริงมากขึ้น … แต่สำหรับคนที่เพิ่งเข้ามาทำงานนี้หละจะทำยังไง มึนแน่นอน การมี Detailed Project Plan จะช่วยท่านได้ด้วยประการฉะนี้แล
เลือกได้นะครับว่าอยากจะใช้ PERT หรือ Complexity เพื่อคำนวณหาความคืบหน้าของโปรเจกต์ ไม่มีข้อจำกัดอันใด ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของแต่ละคนครับ ลอง Download Template ใหม่ (Project_Dashboard_20130203.xlsx) ไปใช้ดู … ป.ล. อันใหม่นี้ใช้วันหยุดราชการในการคำนวณหา Forecast Date และ Schedule Variance แล้วด้วยครับ
ยังไม่จบนะ มีอีกเรื่อยๆ ![]()














