Rocky Flats Mission by Kaiser-Hill Co. LLC
บทความที่แล้วเกริ่นนำไปแล้วนะครับว่า Rocky Flats คืออะไรและมีความน่าสนใจยังไงในแง่ Project Management บทความนี้ผมขอเล่าต่อเลยว่าหลังจากที่อ่านเรื่องนี้แล้วผมได้อะไรมาบ้าง ขอเริ่มต้นด้วยที่มาที่ไปของโครงการนี้ก่อนครับ
Kaiser-Hill Co. LLC จากเมืองบลูมฟิลด์ (Broomfield) รัฐโคโลราโด คือบริษัทที่หาญกล้าเข้ามารับงานอันท้าทาย งานที่ต้องเก็บกวาดทำความสะอาดพื้นที่ 6,245 เอเคอร์ (15,612.5 ไร่) ของโรงงานผลิตอาวุธนิวเคลียร์ “Rocky Flats” ซึ่งปนเปื้อนไปด้วยกำมันตภาพรังสีและสารเคมีอันตราย งานที่ Department of Energy (DOE) ประเมินว่าต้องใช้เวลาทั้งหมด 70 ปีกับเงินอีก 36,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ แต่กลับกลายเป็นงานที่ Kaiser-Hill ต้องทำให้เสร็จภายใน 6 ปีด้วยงบประมาณแค่ 3,960 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ

ภายใต้ข้อจำกัดมากมาย Kaiser-Hill กลับทำสิ่งที่เหลือเชื่อด้วยการเปลี่ยนพื้นที่ที่เต็มไปด้วยสารพิษให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยของสัตว์ป่าสารพัดชนิด ที่สำคัญคืองานนี้เสร็จเร็วกว่ากำหนด 14 เดือนแถมประหยัดงบประมาณไปได้อีก 553 ล้านเหรียญสหรัฐ นี่เป็นตำนานแน่นอน เป็นตำนานระดับโลกเลยที่ Rocky Flats เป็นโรงงานผลิตอาวุธนิวเคลียร์ขนาดใหญ่แห่งแรกของโลกถูกทำความสะอาดและปิดตัวลงได้อย่างปลอดภัย การที่จะบรรลุเป้าหมายนั้น Kaiser-Hill ต้องทำอะไรบ้าง มาดูกัน
- เก็บกวาดอาวุธและวัตถุดิบนิวเคลียร์มากกว่า 21 ตัน
- ขจัดสิ่งปนเปื้อนและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างกว่า 800 หลังที่มีพื้นที่รวมกันกว่า 3 ล้านตารางฟุต
- ถ่ายกรองสารละลายพลูโตเนียมมากกว่า 30,000 ลิตร
- กำจัดอุปกรณ์ผลิต (Glovebox) มากกว่า 1,450 ชิ้นและถังที่ปนเปื้อนอีก 700 ถัง
- เก็บกักกากพลูโตเนียมเข้มข้นมากกว่า 100 ตัน
- ทำความสะอาดสิ่งแวดล้อมรอบๆให้กับ 130 ไซต์
- ส่งต่อขยะกำมันตภาพรังสีมากกว่า 600,000 ลูกบากศ์เมตรอย่างปลอดภัย
ด้วยความสำเร็จระดับนี้ กระทรวงพลังงานของสหรัฐอเมริกาจึงเลือก Project นี้ไปใช้เป็นแบบอย่างในการจัดการกับโรงงานผลิตอาวุธนิวเคลียร์แห่งอื่นๆเลยด้วย Kaiser-Hill ทำได้อย่างไร ไม่ใช่ฟลุ๊กหรือปาฏิหาริย์แน่นอนครับ
Lesson Learned1: Passionate Goals
บทเรียนที่น่าสนใจสำหรับกรณีศึกษาของ Rocky Flats ข้อแรกเลยคือการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนและเต็มไปด้วยความท้าทาย ถ้าดูจาก Scope ของงานที่ประเมินมาว่าต้องใช้เวลา 70 ปี กับเงินอีก 30,000 กว่าล้านเหรียญ เห็นๆอยู่ว่าเป็นไปไม่ได้หรอก ที่น่าสนใจคือ Kaiser-Hill ไม่เพียงแต่ตั้งเป้าหมายให้พอรับได้ แต่พวกเค้ากลับท้าทายทุกเสียงวิจารณ์ด้วยการประกาศว่าจะขอใช้เวลาแค่ 6 ปีกับเงินไม่เกิน 4,000 ล้านเหรียญ นี่มันทั้งเร็วกว่าและถูกกว่าเดิมถึง 10 เท่า!!! คนคิดต้องกล้ามากที่ทำแบบนี้ การตั้งเป้าหมายที่ท้าทายนำมาซึ่งความปรารถนาอันแรงกล้าของทีมงานที่จะทำให้เป้าหมายนั้นเป็นจริงขึ้นมา เป็นที่มาของนโยบาย แผนการดำเนินงาน และหลักการตัดสินใจที่ชัดเจนของโครงการนี้ครับ
Lesson Learned2: Risk Management
ข้อสองคือพวกเขาไม่ละเลยความสำคัญของการบริหารจัดการความเสี่ยง เห็นได้จากข้อมูลที่เปิดเผยมาในตอนแรกนั้นโครงการนี้มีเรื่องที่ยังไม่ชัดเจน (Unknown) อยู่เยอะมาก เช่น โรงงานมีการปนเปื้อนมากแค่ไหนก็ไม่รู้ แล้วใต้ดินหละมีความเป็นมลพิษอยู่มั้ย แถมท้ายว่าคำว่า ‘สะอาด’ หมายความว่าอะไร เจอสถานการณ์แบบนี้ลองหลับหูหลับตาทำงานไปรับรองได้ว่ามีแต่เจ๊งกับเจ๊งครับ Kaiser-Hill เข้าใจสถานการณ์ดีถึงได้ทุ่มเทเวลาเยอะมากในช่วงเริ่มต้นโครงการเพื่อการจัดการกับความไม่รู้และความเสี่ยงที่มีในโครงการ พวกเขามองหาความเสี่ยงทั้งหมด (เท่าที่จะทำได้) เตรียมแผนการณ์ป้องกันและแผนรองรับความเสี่ยงเหล่านั้นให้ได้มากที่สุด ที่สำคัญพวกเขามีการประมาณตนเองที่ดีครับ พวกเขารู้ว่าความเชี่ยวชาญชำนาญในงานลักษณะนี้มีไม่มากเท่าไร ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางหลายคนจึงได้ถูกเชิญมาเป็นที่ปรึกษาโครงการตั้งแต่ต้นจนจบด้วยเป้าหมายที่ชัดเจนว่าทำอย่างไรจึงจะป้องกันและกำจัดความเสี่ยงเหล่านี้ให้หมดไปได้โดยยังคงรักษาเป้าหมายสูงสุดของโครงการนี้ไว้คือ ‘ทำให้เร็ว ทำให้ประหยัด และทำให้ปลอดภัย’
Lesson Learned3: Open for Innovations
ข้อสาม (อันนี้โดนใจ) คือการเปิดโอกาสให้กับแนวคิดและนวัตกรรมใหม่ๆ เปรียบไปก็เหมือนเรื่องธุรกิจนะครับ ถามว่าถ้า Apple ไม่คิดใหม่ทำใหม่ แต่เอาเวลาและทรัพยากรของบริษัทที่มีไปเดินตามชาวบ้านเค้า Apple จะรุ่งเรืองแบบนี้มั้ย? อืม … ก็ไม่แน่อาจจะรุ่ง แต่มั่นใจว่าไม่รุ่งเร็วขนาดนี้หรอก มันต้องคิดใหม่ทำใหม่เท่านั้น สินค้าตระกูล ‘i’ ทั้งหลายนั้นแหละผลของเปิดโอกาสให้ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมทำงาน กับ Kaiser-Hill ก็ไม่ต่างกันเท่าไรครับ ต้องยกย่องความคิดทันสมัยของเหล่าผู้บริหารนะครับ พวกเขารู้ดีว่าวิธีการเก่าๆไม่มีทางทำให้เป้าหมายสูงสุดเป็นจริงได้ พวกเขาจึงเปิดโอกาสให้พนักงานทุกคนได้คิดและเสนอแนวทางการทำงานใหม่เกิดขึ้นโดยหลักการ ‘ทำให้เร็ว ทำให้ประหยัด และทำให้ปลอดภัย’ ยังอยู่ครบถ้วน นี่คือการกระจายอำนาจการทำงานให้พนักงานหรือที่เรียกกันว่า Empowerment ครับ นอกจากจะได้ผลงานที่ดีขึ้นแล้วความสุขในการทำงานของพนักงานก็มีมากขึ้นตามไปด้วย
อืม … แต่ว่าเราจะมั่นใจได้หรอว่าการกระจายอำนาจแบบนี้จะไม่เสี่ยงเกินไปถ้าพนักงานไม่มีความเชี่ยวชาญในงาน เสี่ยงแน่นอนครับ ผู้บริหารก็รู้ จะแก้ปัญหานี้จะทำยังไงดี? ง่ายๆก็หาคนที่เชี่ยวชาญเข้ามาทำงานซิ แล้วคนที่เหมาะสมที่สุดจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากคนที่ทำงานอยู่ที่โรงงานนี้อยู่แล้วนั่นแหละ จากแต่ก่อนพนักงานเหล่านี้ทำหน้าที่ผลิตอาวุธ ตอนนี้เปลี่ยนหน้าที่แล้วครับ มาเป็นคนกำจัดสิ่งที่พวกเขาเคยสร้าง การทำงานเปลี่ยนนิดหน่อยแต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนคือความรู้ ทักษะและความคุ้นเคยกันระหว่างทีมงาน ตรงนี้จะช่วยให้การบริหารจัดการง่ายขึ้น
Lesson Learned4: Human Resource Management
สุดท้ายเรื่องการบริหารทรัพยากรบุคคลและผลตอบแทน ปัญหาที่ Kaiser-Hill เจอก็คือความรู้สึกของพนักงานจะไม่ค่อยดีกับงานลักษณะนี้เท่าไรเพราะจะว่าไปมันก็เหมือนเป็นงาน Contract นะครับ คือเมื่อปิดโรงงานได้พวกคุณก็ไม่มีงานทำต่อไป ช่วงแรกเลยเกิดปัญหางานไม่ค่อยเดินเพราะพนักงานไม่อยากปิดโรงงานให้ได้เร็วเพราะกลัวจะตกงานกัน วิธีการแก้ไขปัญหาตรงนี้น่าสนใจครับ โอเคแหละว่าการสร้างกระบวนการคิดผลตอบแทนของพนักงานด้วยการผูกกับประสิทธิภาพของตัวพนักงานเองเป็นเรื่องที่เราก็เห็นๆกันบ่อยๆ แต่ (ตัวผมเอง) ไม่เคยเห็นที่ว่านายจ้างจะช่วยหางานใหม่ให้ลูกจ้างนะครับ ฮ่าๆๆ แต่กับ Kaiser-Hill พวกเขาทำครับ ทั้งลงโฆษณาหางานให้พนักงานทางหนังสือพิมพ์และเวปไซต์ ติดต่อบริษัทและกลุ่มธุรกิจเพื่อฝากงานให้ ถึงขนาดออกเงินค่าจ้างให้ก่อนก็มี (แมนสุดๆ) ตรงนี้แหละที่ทำให้พนักงานไม่ต้องกลัวเรื่องจะตกงานแล้วครับ และผลที่ตามมาก็คือประสิทธิภาพการทำงานที่ยอดเยี่ยมของพนักงานทุกคนและนำมาซึ่งการบรรลุเป้าหมายอย่างเกินเป้าหมายเพราะโครงการนี้ทำเสร็จก่อนเวลา 14 เดือนและประหยัดงบประมาณไปได้อีกกว่า 500 ล้านเหรียญ สุดยอดมากๆ
ทั้งหมดคือมุมมองของผมที่มีต่อโครงการนี้ ถ้าให้เลือกหนึ่งข้อที่โดนใจที่สุดก็คงจะเป็นเรื่องการที่ผู้บริหารเปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วมในการนำเสนอแนวคิดและนวัตกรรมใหม่ๆที่จะเป็นประโยชน์ต่องานครับ สำหรับผม Empowerment มีความสำคัญมาก มันคือส่วนหนึ่งที่ทำให้การทำงานสนุกและท้าทาย สำหรับหัวหน้าทั้งหลายลองเปิดใจดูแล้วจะเห็นว่าน้องๆของคุณมีพลังแฝงมากแค่ไหน