Every one of us alone has the power to direct the course of our lives by choosing what actions we will or won’t take. While sometimes it’s easier to believe you don’t have a choice, the reality is that you always have a choice to behave differently. – Francine Ward, business leader
“เราทุกคนมีสิทธิกำหนดแนวทางการใช้ชีวิตได้ด้วยการเลือกที่จะทำหรือไม่ทำสิ่งต่างๆ ในขณะที่บางครั้งมันเป็นเรื่องง่ายที่จะเชื่อว่าคุณไม่มีทางเลือก แต่ในความจริงแล้วคุณมีทางเลือกที่จะทำอะไรที่ต่างไปอยู่เสมอ” เห็นด้วยกับประโยคนี้มั้ยครับ? มันเป็นเรื่องง่ายที่จะเชื่อว่าเราไม่มีทางเลือก อย่างเช่น …ผมไม่มีทางเลือกก็เพื่อนผมสอบเข้าคณะนี้กันหมดเลย …ทำไงได้หละถ้าไม่ทำงานนี้หนูก็อดตายซิ หรือ …ก็สมควรแล้วอะเพ่ มันพูดจาแมวๆกับผมก่อนอะ
จากเหตุการณ์ทั้งหมดถ้ามองให้ลึกแล้วเรามีทางเลือกอย่างน้อยสองทางนั่นคือ ทำ/ไม่ทำอะไรซักอย่างครับ เราเลือกที่จะทำตามเพื่อน เราเลือกที่จะทำงานนี้ เราเลือกที่จะลงไม้ลงมือกับใครซักคน หรือเราจะไม่ทำอะไรซักอย่างนั้นเลยก็ได้ จริงปะ? ประเด็นสำคัญมันอยู่ที่ว่าเมื่อถึงสถานการณ์นั้นแล้ว เรามองหาทางเลือกให้ตัวเองได้หรือไม่
ขออนุญาตถ่ายทอดบทความผ่านเรื่องราวที่เลวร้ายของเด็กหญิงคนนึงครับ
เหตุการณ์สมมติ … เมื่อคืนเด็กหญิงซี (นามสมมติ) ต้องทำงานอยู่ที่สำนักงานจนเกือบห้าทุ่มเพราะงานไม่เสร็จ (ขนาดทำถึงห้าทุ่มก็ใช่ว่าจะเสร็จนะ) แต่ที่ต้องกลับเพราะร่างกายมันไม่ไหวแล้ว ไม่ต้องนับถึงสภาพจิตใจที่บอบช้ำและเบื่อหน่ายเพราะปัญหากับลูกค้าที่แสนจะจู้จี้ กลับถึงบ้านล้มตัวลงนอนแล้วก็เผลอหลับไปในแทบจะทันทีเพราะความเหนื่อยล้า จำได้ว่าสิ่งสุดท้ายที่อยู่ในห้วงความคิดคือ … พรุ่งนี้ต้องแย่แน่ๆเลย
6.00 เสียงนาฬิกาปลุกก็ดังขึ้นเหมือนทุกวัน เด็กหญิงซีเหมือนถูกภาระหน้าที่กระชากให้ลุกจากเตียงไปทำธุระส่วนตัวก่อนออกจากบ้าน ตลอดเวลาจากบ้านถึงที่ทำงานอารมณ์เด็กหญิงซีมีแต่ความขุ่นมัวเพราะความเครียดที่เกิดขึ้นจากเรื่องงาน เด็กหญิงซีไม่มีทางเลือก1 แน่นอนอารมณ์มันแสดงออกให้เห็นได้อย่างชัดเจนผ่านทางสีหน้าแววตา เอาเป็นว่าเช้านั้นไม่มีใครกล้าเข้ามาคุยกับเด็กหญิงซีเลย

เมื่อมาถึงโต๊ะทำงาน สิ่งแรกที่ทำเหมือนทุกวันก็คือเช็คอีเมล์ … และแล้วสิ่งที่เด็กหญิงซีกลัวก็เป็นจริง ลูกค้าส่งอีเมล์มาต่อว่าว่าทำไมงานถึงยังไม่เสร็จ (ทั้งๆที่ทำเกินเวลาถึงห้าทุ่มแล้วนะนั่น) ‘อืม ถ้าถามดีๆก็ไม่เป็นไรหรอกนะ แต่ในเมื่อคุณต่อว่ามาขนาดนี้ … ชั้นก็ไม่ต้องทนมันอีกต่อไปแล้ว’ เด็กหญิงซีตัดสินใจตอบอีเมล์กลับไปทันทีด้วยถ้อยคำที่ไม่สมควรจะใช้ ก็ตอนนั้นมันโกรธนี่ เด็กหญิงซีไม่มีทางเลือก 2 คงไม่ต้องเล่าต่อว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเด็กหญิงซีเมื่อตอบอีเมล์ไปแบบนั้น
เวลาล่วงเลยมาถึงเที่ยงอารมณ์ก็ยังขุ่นมัวต่อไป เด็กหญิงซีตัดสินใจไม่พูดไม่คุยกับใครด้วยการหลบไปกินข้าวคนเดียว เด็กหญิงซีไม่มีทางเลือก 3 กลับมาทำงานช่วงบ่ายได้ไม่นานหัวหน้าก็เรียกเข้าไปพบ ‘เรื่องโบนัสรึเปล่านะ เฮ้อ ขออะไรดีๆเข้ามาในชีวิตบ้างเถอะ’ เด็กหญิงซีหวังใจไว้ โชคร้ายที่ทุกอย่างเป็นไปแบบที่เด็กหญิงซีหวังไว้เพียงครึ่งเดียว ครึ่งที่ใช่…หัวหน้าเรียกไปคุยเรื่องโบนัส ครึ่งที่ไม่ใช่…หัวหน้าบอกว่าปีนี้ไม่มีโบนัสเพราะผลประกอบการของบริษัทไม่เป็นไปตามเป้า เด็กหญิงซีผิดหวังอย่างมากที่ได้ยินแบบนั้น ประกอบกับความเครียดความกดดันที่มีมาก่อนหน้า เด็กหญิงซีระงับอารมณ์ตัวเองไม่อยู่ซะแล้ว จากการพูดคุยธรรมดาการเป็นการตั้งประเด็นโต้เถียงในเรื่องโบนัส การทำงาน เพื่อนร่วมงาน ความไม่ยุติธรรมของบริษัทและตัวหัวหน้าเอง พาลไปเรื่องจะไม่ยอมทำงานที่นี่อีกแล้ว เด็กหญิงซีไม่มีทางเลือก 4
ตกเย็นระหว่างทางกลับบ้าน คุณแฟนของเด็กหญิงซีโทรมาหา ด้วยความหวังว่าจะได้เพื่อนที่รู้ใจรับฟังและให้คำปรึกษา แต่วันนี้เป็นวันที่เลวร้ายจริงๆ ไมมีอะไรได้อย่างใจเลย เด็กหญิงซีกลับกลายเป็นว่าต้องมาทะเลาะกับคุณแฟนด้วยเรื่องที่ไม่น่าจะสำคัญอะไรเลย … ‘ทำไมโทรไปเมื่อคืนไม่รับ? แล้วทำไมไม่โทรกลับ? ไปไหนมารึเปล่า?’ น้ำตาเริ่มไหลออกมาเป็นสายทั้งๆที่อยู่บนรถเมล์นั่นเพราะเด็กหญิงซีบอกตัวเองว่าทั้งหมดนี้มันมากไปแล้ว มากเกินจะรับไหวจริงๆ
กลับถึงบ้าน เด็กหญิงซีก็เก็บตัวเงียบอยู่คนเดียว เฝ้าแต่คิดทบทวนถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นมาตลอดวันสองวันนี้ ‘ไม่มีอะไรดีกับชั้นเลย ไม่มีใครเข้าใจชั้น ทุกคนเหมือนอยู่ไกลมากจริงๆ ขนาดคนนั้นที่เราฝากชีวิตและความหวังไว้ยังอยู่ห่างออกไปเกินกว่าจะเอื้อมถึงเลย … ชั้นมีค่ากับใครบ้างไหม?’ คำถามสุดท้ายที่แสนจะอันตราย เป็นคำถามที่ทำให้เด็กหญิงซีตัดสินใจทำอะไรที่ทุกคนไม่อยากให้เกิดขึ้น เด็กหญิงซีไม่มีทางเลือก 5
เด็กหญิงซีไม่มีทางเลือกจริงๆหรอ?
ครั้งที่ 1: บอกตัวเองว่า … ‘จริงๆแล้วเรามีทางเลือก’
เราไม่มีทางเลือกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วในอดีตแต่เรามีทางเลือกสำหรับปัจจุบันและอนาคตแน่นอน ทางเลือกที่จะทำหรือไม่ทำอะไร ในกรณีของเด็กหญิงซี ตอนเช้าตื่นมาเธอเลือกได้ที่จะบอกตัวเองว่า ‘วันนี้จะเป็นวันที่แย่ที่สุดในชีวิต’ หรือจะบอกตัวเองว่า ‘มันก็แค่เรื่องร้ายๆที่ผ่านมาแล้วก็จะผ่านไป เราต้องเข้มแข็งเข้าไว้’ แค่นี้เอง มันอยู่ที่ความคิดของเราล้วนๆเลยครับ
ถ้าเด็กหญิงซีบอกตัวเองว่าเธอมีทางเลือก รับรองได้ว่าเหตุการณ์ร้ายๆที่ตามมาจะไม่เกิดขึ้นแน่ๆ
ครั้งที่ 2: แน่ใจแล้วใช่มั้ยว่าจะทำ … คิดใหม่อีกรอบดีกว่านะ
นี่คือพลังของการคิดอีกครั้ง (ที่เค้าเรียกกันว่า Think Twice นั่นแหละ) ในช่วงอารมณ์แปรปรวนหรือกำลังหงุดหงิดอยู่เรามองไม่เห็นทางเลือกอื่นนอกจาความเกรี้ยวกราดและความหุนหันพลันแล่นหรอกครับ อันนี้อันตรายทีเดียว แต่ถ้าก่อนจะทำอะไรเราลองคิดอีกครั้งดูซิ เราอาจจะมองเห็นอะไรที่ดีกว่าก็ได้นะครับ ในกรณีของเด็กหญิงซี แทนที่เธอจะตอบอีเมล์ลูกค้าด้วยถ้อยคำที่ไม่เหมาะสม (นั่นทำไปด้วยอารมณ์ล้วนๆ) ถ้าเด็กหญิงซีลองคิดอีกครั้งก่อนที่จะเริ่มเขียนอีเมล์ เธออาจจะเข้าใจว่าตอนนี้เธออยู่ในห้วงอารมณ์ที่ไม่เหมาะอย่างยิ่งที่จะตอบอีเมล์ เธอมีทางเลือกที่จะเดินไปเข้าห้องน้ำ แวะชงกาแฟมานั่งจิบให้ใจเย็นลง และตอนนี้เธอรู้สึกดีขึ้นแล้ว เธอเริ่มร่างอีเมล์ และเธอคิดอีกรอบ คิดแล้วอ่านทบทวนข้อความทั้งหมดให้แน่ใจว่า นั่นคือสิ่งที่เธอต้องการจะสื่อออกไปจริงๆ แล้วก็ “Send”
ถ้าเด็กหญิงซีคิดใหม่อีกรอบก่อนจะทำอะไร เหตุการณ์ร้ายๆคงไม่เกิดขึ้น
ครั้งที่ 3: บอกตัวเองว่า … การขอคำปรึกษาจากคนอื่นไม่ได้แสดงว่าเราอ่อนแอ
การอยู่คนเดียวเป็นเรื่องที่ทำได้และควรทำในบางสถานการณ์ แต่เมื่อจิตใจเราบอบช้ำความคิดพลุ่งพลานเหมือนจะคุมไม่อยู่ มันน่าจะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นบ้างครับ เพื่ออะไร เพื่อเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ระบายความในใจและเรื่องราวร้ายๆที่เกิดขึ้นให้คนที่เราไว้ใจได้ฟัง การทำแบบนี้ไม่ได้หมายความว่าเราอ่อนแอแต่กลับการมันเป็นการแสดงให้เห็นถึงความจริงใจและการมีวุฒิภาวะทางอารมณ์ของเรา และสิ่งที่เราจะได้จากการพูดคุยกับคนที่เราไว้ใจก็คือความคิดใหม่ๆ มุมมองใหม่ๆ และแน่นอนทางเลือกใหม่ๆ กรณีของเด็กหญิงซี ถ้าเธอตัดสินใจไปกินข้าวร่วมกับเพื่อนเพื่อขอปรึกษาปัญหาที่เจอแล้วหละก็เธอคงจะสบายใจขึ้น แล้วก็ได้แนวทางแก้ปัญหาที่จะเกิดขึ้นด้วย
ถ้าเด็กหญิงซีพร้อมเปิดใจกับคนที่เธอไว้ใจ เรื่องร้ายๆที่เกิดขึ้นอาจจะจบลงได้ด้วยดีและเร็วกว่าที่เธอคิดไว้
ครั้งที่ 4: คิดในแง่บวกไว้ … มีข่าวดีซ่อนอยู่ในข่าวร้ายเสมอ
การมองโลกในแง่ดีจะช่วยให้เรามองเห็นทางเลือกอื่นๆได้อีกมากอย่างไม่น่าเชื่อครับ และ Positive Thinking จะช่วยให้เรามีภูมิต้านทานต่อความผิดหวังได้ดีขึ้นมาก แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำแบบนี้ แต่ก็ไม่เสียหายถ้าจะฝึกไว้ จากกรณีของเด็กหญิงซี การไม่ได้โบนัสมีเรื่องดีๆซ่อนอยู่ด้วยหรอ? อืม … ถ้าคิดในแง่บวกขึ้นมาหน่อย เมื่อเธอต้องการใช้เงิน แต่ไม่ได้เงินก้อนนั้นมา เธออาจจะมีความทะเยอทะยานในการใช้ชีวิตเพิ่มขึ้น เธออาจจะเห็นว่าการไม่ได้โบนัสเป็นประตูที่เปิดให้เธอมีโอกาสได้ทำอะไรใหม่ๆ อย่างเช่น เธอเริ่มมองหาอาชีพเสริม และด้วยความที่ชอบทำขนมเป็นทุนเดิมเธอจึงตัดสินใจไปเรียนทำขนมอย่างจริงจัง เธอเริ่มคุยกับพี่น้องเรื่องลงทุนเปิดร้านขนม สุดท้ายเธอได้ทำงานที่เธอรักและมีเงินใช้อย่างพอเพียง
ถ้าเด็กหญิงซีมองโลกในแง่ดีมากกว่านี้อีกนิด เหตุการณ์ร้ายๆที่เกิดขึ้นคงไม่แย่กับเธอเท่าไรหรอก
ครั้งที่ 5: คิดถึงคนอื่นให้มากกว่านี้อีกนิด … แล้วเราจะทำอะไรที่ต่างออกไป
บางครั้งด้วยอารมณ์ความรู้สึกมันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ครับที่จะมีความคิดว่าเราอยู่คนเดียวในโลกใบนี้ เพราะฉะนั้นเราจะทำอะไรก็ได้ที่เราต้องการโดยไม่คำนึงถึงผลเสียที่จะตามมา ก็ทำไมหละ ตัวเรา ชีวิตเรา ความคิดเรา ใครจะทำไม … มันก็ใช่แหละที่พูดมานั้นถูกต้องทั้งหมด แต่หลายครั้งหลายหนที่สุดท้ายแล้วเราต้องมานั่งเสียใจกับสิ่งที่ทำหรือไม่ได้ทำ นั่นเพราะเราเริ่มมองเห็นว่าเราไม่ได้อยู่คนเดียวในโลกและการกระทำบางอย่างของเรานั้นทำให้คนอื่นเสียใจ ทำให้คนอื่นเดือดร้อน และอีกหลายๆอย่าง ถ้าไม่อยากให้เป็นแบบนั้นอีก ก่อนทำอะไรลองคิดถึงคนอื่นให้มากกว่านี้อีกนิดดีมั้ย? กรณีของเด็กหญิงซี ถ้าเธอคิดถึงพ่อ แม่ พี่ น้อง ครอบครัว เพื่อนๆ และคนอื่นๆที่รักเธออีกนิด เธอจะไม่ตัดสินใจทำอะไรที่รุนแรงแบบนั้นแน่นอน
ถ้าเด็กหญิงซีคิดถึงคนอื่นมากกว่านี้ เหตุการณ์ร้ายๆที่เกิดขึ้นคงไม่บานปลายเป็นเรื่องน่าเศร้า
วันนี้เราเรียนรู้อะไรจากชีวิตของเด็กหญิงซีเยอะเลยนะครับ ถึงแม้จะเป็นแค่เหตุการณ์สมมติก็เถอะ เรามีทางเลือกที่จะทำอะไรที่ต่างไปเสมอครับ อยู่แค่เรามองเห็นมันมั้ย