Student Syndrome ใน Project Management

Posted by kannique On February - 26 - 2011ADD COMMENTS
1 Star2 Stars3 Stars (1 votes, average: 3.00 out of 3)
Loading ... Loading ...

บ่อยมั้ยครับที่มีความรู้สึกว่า … เฮ้อ ไม่ทันอีกแล้วหรอเนี่ยะ …

  • เฮ้ย ค่าโทรศัพท์ บัตรเครดิต ค่าน้ำค่าไฟ เลยกำหนดจ่ายแล้วหรอเนี่ยะ … โดนค่าปรับอีกแล้ว :(
  • อ่าว 2 ทุ่มแล้ว ยังไม่ได้ทำความสะอาดห้องเลย … ต้องเลื่อนอีกแล้วซิ รอบที่เท่าไรแล้ว (วะ) :-|
  • เวรล่ะ เหลืออีก 3 วันจะถึงกำหนดยื่นภาษีแล้ว เอกสารประกอบยังไม่ครบเลย ประกันชีวิต, กองทุน LTF ยังไม่ได้ขอเลย … จะทันไม่เนี่ยะ :cry:

มีอีกหลายเหตุการณ์ในชีวิตผมเอง (ฮ่าๆ) ที่ต้องนั่งเซ็งตัวเองกับเรื่องเดิมๆแบบนี้ อาการแบบนี้เป็นโรคชนิดหนึ่งนะครับ “Student Syndrome

Student Syndrome

“โรคเด็กนักเรียน” เป็นยังไง? อะ ลองย้อนอดีตกันนิดนึงสำหรับลุงๆป้าๆอย่างเรา ใครเคยต้องรีบมาลอกการบ้านเพื่อนตอนเช้าบ้างยกมือขึ้น ใครเคยไม่หลับไม่นอนเพื่ออ่านหนังสือสอบตอนคืนสุดท้ายยกมือขึ้น ใครเคยเริ่มทำรายงานเมื่อเหลือเวลาอีกแค่ 3 วันก่อนส่งบ้างยกมือขึ้น … ค่อนข้างมั่นใจว่าคงยกกันพรึบหละ

คนทั่วไปจะยอมเริ่มทำงานอะไรซักอย่าง (อย่างจริงจัง) ก่อนเส้นตายนิดเดียว

นั่นแหละครับความหมายของ “โรคเด็กนักเรียน” ซึ่งพวกเราคงเข้าใจง่ายๆด้วยคำว่า “ผลัดวันประกันพรุ่ง” โดยทั่วไปจะเกิดกับงานหรือสิ่งที่เราไม่ชอบแต่ต้องทำ เราก็จะเลื่อนมันไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ ด้วยความคิดที่ว่า “โด่เอ้ย งานแค่นี้ทำแป๊บเดียวก็เสร็จ จันทร์หน้าค่อยทำแล้วกัน” จนถึงจุดนึงที่เรารู้สึกว่า “เอาล่ะ ต้องเริ่มแล้ว” นั่นแหละถึงจะยอมลงมือทำกันจริงๆ แต่เหมือนกรรมตามทัน ผมว่าเกินครึ่ง ไม่เสร็จตามเป้าหมายหรอก ถึงเสร็จก็ลวกๆรีบๆ ไม่มีคุณภาพเท่าไร เพราะอะไร?

  1. คนเราหลงตัวเองว่าเก่งอะ งานแค่นี้แป๊บเดียวก็เสร็จ เป็นที่มาของการประเมินเวลาที่ใช้น้อยไป (Underestimation)
  2. ลืมครับ ไม่ได้เผื่อเวลาไว้สำหรับความเสี่ยงต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้นได้เลย

ตอนนี้หันกลับมามอง Work Breakdown Structure (WBS) ใน Project ของเรา ลองนึกดูว่ามีกี่งานที่เริ่มตรงตามเวลาที่กำหนดไว้เทียบกับจำนวนงานที่ถูกเลื่อนไปจนนาทีสุดท้าย จินตนาการต่อไปว่าทุกงานเริ่มตรงเวลาแบบไม่มีผลัดวันประกันพรุ่งและไม่มี Delay เพราะเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง มันจะส่งผลดีขนาดไหนให้กับ Project ของเรา ต่อไปอีกนิดถ้า Project เสร็จเร็ว Product ออกขายได้เร็วขึ้น มันจะส่งผลดีในแง่ธุรกิจและอื่นๆแค่ไหนกับบริษัทของเรา เนอะ


ลองดูตัวอย่างนี้ครับ


Student Syndrome in Project Plan

ดูจากตัวอย่างง่ายๆเทียบกันระหว่าง Project Plan สองฉบับ จากรูปจะเห็นสถานะของ Project ได้อย่างชัดเจนเลย (สีน้ำเงินและแดง) แว๊บแรกดูแล้ว Project 1 นี่เยี่ยมไปเลยนะครับ ทุกอย่างเป็นไปตามที่วางแผนไว้เป๊ะ ไม่มีปัญหาอะไรเลย สถานะที่ออกมาก็สีน้ำเงินสวยงาม แต่กับ Project 2 หละ … แดงเถือกมาเลยทีเดียว ดูแล้วทุกอย่างไม่ค่อยเป็นไปตามแผน มีแค่ Task เดียวเองที่ดูดี (เริ่ม-จบตรงเวลา) ที่เหลือไม่เลย สุดท้าย Project 2 ก็เสร็จช้ากว่ากำหนดไป 7 วันแหนะ และนี่ก็เป็นตัวกระตุ้นต่อมสงสัยชั้นดีของเหล่าผู้หลักผู้ใหญ่ในบริษัท ท่านเหล่านั้นอยากรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับ Project 2  … ลองสมมติตัวเองให้เป็นผู้หลักผู้ใหญ่คนนั้นแล้วถามตัวเองว่า จริงๆแล้ว Project ไหนที่สร้างปัญหาให้กับองค์กร (ย้ำว่าองค์กรนะ) แล้วเราควรจะมีแนวทางจัดการเรื่องนี้ยังไง?


Student_Syndrome_in_Plan


ดูปร๊าดแรกก็คงจะรู้สึกเหมือนกันว่า Project 1 ไปได้สวย ส่วน Project 2 ไม่ใช่ แบบนี้ควรจะไปบอก (หรือบ่น) ให้ Project Manager ของ Project 2 ให้วางแผนแล้วก็จัดการให้มันดีกว่าหน่อย หรือไม่คราวหน้าเอางานง่ายๆไปทำละกัน จะได้ไม่มีสถานะสีแดงให้มันรบกวนสายตาอีก


Project 2 ตกเป็นจำเลยโดยหารู้ไม่ว่า จริงๆแล้ว Project 1 และ Project 2 เป็นการทำงานอะไรที่เหมือนกันเลย (เหตุการณ์สมมติ) และเรื่องจริงที่ซ่อนอยู่อีกอย่างคือสำหรับ Project 1 คุณ Project Manager เปิดโอกาสให้ Student Syndrome สร้างผลกระทบอย่างเงียบๆและแนบเนียนต่องานโดยรวม งานทั้งหมดเริ่มและเสร็จตรงตามเวลาที่วางแผนไว้ Project ก็เสร็จตรงเวลา … ทุกคนที่เกี่ยวข้องก็คิดว่างานนี้ยอดเยี่ยมใช่ปะ? เดี๋ยวจะได้เห็นความจริงกันครับ


หันมาดู Project 2 คุณ Project Manager พยายามไม่ให้ Student Syndrome มีผลต่องานด้วยการวางแผนที่ค่อนข้างบีบ โดยแต่ละงานให้เวลาทำแค่ 20 วัน (Project 1 ให้ 25 วัน) แต่ถึงแผนจะบีบรัดขนาดนี้เจ้า Student Syndrome ก็ยังแผลงฤทธิ์จนได้ ลองดูที่งานสีแดงซิ นั่นแหละครับ บางงานเสร็จทันเวลา บางงานเสร็จไม่ทันเวลา โดยรวมแล้ว Project 2 เสร็จช้าไปกว่าที่วางแผนไว้ 7 วันแต่สังเกตดีๆจะเห็นว่า Project 2 เสร็จก่อน Project 1 ตั้ง 17 วันแหนะ นี่ต่างหากที่สำคัญจริงๆต่อองค์กร


เสร็จก่อน ขายก่อน ได้เงินก่อน ถามอีกครั้งว่า Project ไหนประสบความสำเร็จ? … ในฐานะผู้หลักผู้ใหญ่ บางครั้งเห็นแค่สถานะสีเขียว เหลือง แดงก็อย่าเพิ่งรีบสรุปไปว่าอะไรดี ไม่ดี ควรลองดูรายละเอียดอีกนิดครับ


Minimize Student Syndrome

ฟังดูเหมือนถ้าเราวางแผนหลวมเกินไปก็มีโอกาสจะเกิด Student Syndrome แต่ถ้าเราไม่เผื่อเวลาไว้ก็กลายเป็นว่าไม่มี Buffer สุดท้ายงานเสร็จไม่ทันก็โดนเล่นอีกนั่นแหละ … สถานการณ์นี้ยากแก่การจัดการพอสมควรเลยนะครับ ทำยังไงดี?


หนึ่ง ถ้าให้เวลาเยอะแล้วขี้เกียจกันนัก ก็ให้เวลาน้อยๆไปเลยละกัน โหดไปมั้ย? ไม่หรอกครับ ความหมายของผมคือการแบ่งงานใหญ่ให้เป็นงานย่อยแล้วก็กำหนดวันส่งให้เร็วขึ้นครับ … Agile Development ช่วยเราได้เพราะการทำงานเป็น Iteration นี่แหละ


สอง Buffer ก็ยังเป็นสิ่งจำเป็นอยู่นะครับในความคิดผม ขอให้มั่นใจว่าเราวางแผนและมีกลยุทธ์ที่จะเตรียม Buffer ที่ดีครับ


สุดท้าย บอกให้น้องในทีมรู้ถึงความสำคัญของการทำงานตัวเองให้เสร็จตรงเวลา ที่เค้าชอบพูดกันบ่อยๆว่า “Big Picture” อะครับ ทำแบบนี้ด้วยความหวังว่าถ้าทุกคนเข้าใจแล้วว่างานตัวเองมีผลกระทบกับคนอื่นอย่างไรบ้าง เราก็จะพยายามทำให้เสร็จตามเวลาครับ


การผลัดวันประกันพรุ่งเป็นเรื่องไม่ดี ใครๆก็รู้ แต่มันแก้ยากจริงๆ :D


Chapterpiece.Meeting.1: Agile Development — First Chapter

Posted by kannique On February - 19 - 201111 COMMENTS
1 Star2 Stars3 Stars (No Ratings Yet)
Loading ... Loading ...

ผลโหวต

ด่วนครับ!!! … มีปัญหาเรื่องสถานที่นิดหน่อยฮะ คือว่าเดือนนี้ทั้งเดือน The Connecion ถูกจองเต็มหมดเลยครับ คงต้องเปลี่ยนที่นัดแล้วหละครับ … ใครมีสถานที่แนะนำบ้างครับ?


อยากได้ที่:
(1) ใกล้รถไฟฟ้า BTS หรือ MRT (2) มีโต๊ะให้นั่งคุยกันได้ 10 คน (3) มีกาแฟให้ดื่มก็จะดีมาก (4) ไม่อยากให้มีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสถานที่ครับ (ค่าน้ำ ค่าขนมโอเคฮะ)


ขออภัยในความไม่สะดวก + ขอบคุณที่ช่วยเหลือครับ


แหม ทำไปได้ … มีสองหัวข้อที่ได้คะแนนโหวตเท่ากันเป๊ะเลยครับ

  1. Project Planning — How to และ
  2. Agile Development — First chapter


Poll-Meeting-1


คิดอยู่นานว่าจะเลือกอันไหนดี ยากมากครับเพราะน่าสนใจทั้งสองเรื่อง … แล้วก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า ทำไมต้องเลือกหละ ก็จัดมันสอง Meeting ไปเลย เนอะ ฮ่าๆ เริ่มที่ Agile Development — First chapter ก่อนแล้วกันครับ


สาเหตุที่เลือกเรื่องนี้ขึ้นมาก่อนก็เพราะ Agile Development เป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะใหม่สำหรับบ้านเรา บวกกับความเชื่อส่วนตัวว่าเป็นวิธีการที่ดีมีประโยชน์ที่ช่วยให้เราเปลี่ยนมุมมองในการทำโครงการพัฒนาซอฟท์แวร์ ช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ยืดหยุ่นและคลอ่งตัวมากขึ้นครับ ผมเองก็พอจะมีประสบการณ์กับเจ้าวิธีการใหม่นี้มาบ้างคงจะช่วยแบ่งปันอะไรที่รู้มาได้อยู่พอสมควร


ความคาดหวังของผมกับการพูดคุยครั้งนี้คงจะเป็นว่าอย่างน้อยเราได้เจอหน้าค่าตากันบ้าง ได้มีโอกาสแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ซึ่งกันและกัน คงจะไม่ใช่รูปแบบการเรียนการสอนในห้องที่อาจารย์ก็พูดๆไป ลูกศิษย์ก็ฟังๆไป … ใจจริงอยากให้เป็นการสื่อสารสองทางที่ทุกคนมีส่วนร่วมแบ่งปันหนะครับ กลุ่มเป้าหมายของการพูดคุยครั้งนี้ก็ … ทุกคนครับ ฮ่าๆ ไม่เกี่ยงอายุ ตำแหน่งหน้าที่ ประสบการณ์ คือไม่ต้องรู้จัก Agile Development มาก่อนเลยก็ได้ครับ อย่างที่หัวข้อบอกแหละ … First Chapter บทแรก มาเรียนรู้ไปด้วยกันตั้งแต่ต้นเลย


จากรูปข้างล่าง เพื่อนๆจะเห็นว่าผมลองกำหนดหัวข้อการพูดคุยคร่าวๆไว้แล้วนะครับ ถูกใจหรือไม่ก็บอกกันได้ครับ ปรับเปลียนได้ตลอด


ChapterpieceMeeting1


ผมต้องขอโทษไว้ก่อนในส่วนหนึ่ง ผมคงต้องจำกัดคนเข้าร่วมพูดคุยไว้ที่ 10 คนนะครับ กลัวว่าสถานที่จะไม่เอื้ออำนวยถ้าคนมากเกินไป ผมคงต้องรบกวนให้เพื่อนๆที่สนใจเข้าไปลงทะเบียนอย่างเป็นทางการที่นี่ แล้วก็ช่วยทำ Survey ให้ด้วยนะครับ ผมจะได้เตรียมรายละเอียดการพูดคุยให้ตรงกับความต้องการของเพื่อนๆมากที่สุดฮะ


ปล.
ไม่ต้องห่วงครับ ผมจะจัดรอบสองให้คนที่พลาดโอกาสครั้งนี้ ลงชื่อใน Waitlist ไว้นะครับ ต้องขอโทษจริงๆฮะ
ปล. กลัวว่าสามชั่วโมงจะไม่พออยู่นะเนี่ยะ :D

บทความนี้เฉพาะกิจจริงๆ เป็นผลมาจากบทความเรื่อง PMP…ใบเบิกทางของ Project Manager ที่พูดถึงเรื่องคุณสมบัติผู้มีสิทธิเข้าสอบ ตรงนี้เป็นส่วนสำคัญที่มีข้อสงสัยอยู่เยอะเลยครับ (คนเขียนก็ยังงงๆ) ผมเลยต้องกลับไปหาข้อมูลดูอีกรอบแล้วปรากฏว่าที่บอกไปตอนแรกไม่ถูกต้องทั้งหมด


PMP Eligibility Requirements

ที่ถูกต้องเป็นแบบนี้ครับ คนที่จะมีสิทธิเข้าสอบ PMP นั้นต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนตามมาตรฐานทั้งทางด้านการศึกษาและประสบการณ์ด้านการบริหารโครงการ (ดูจากรูป)

PMP_Requirements

ข้อหนึ่ง ถ้าจบปริญญาตรีก็ถือว่าผ่าน (อันนี้ไม่งง) และ


ข้อสอง มีประสบการณ์ด้านการบริหารโครงการอย่างน้อยสามปีโดยที่ต้องคิดเป็น 4,500 ชั่วโมงทำงาน (กรอกข้อมูลได้อย่างละเอียดในใบสมัครครับ) โดยมีข้อแม้นิดหน่อยว่าจะต้องเป็นจำนวนชั่วโมงที่สะสมภายในระยะเวลาแปดปีล่าสุดติดต่อกัน และ


ข้อสาม ต้องมีประวัติด้านการศึกษาที่เกี่ยวกับการบริหารโครงการโดยตรงอย่างน้อย 35 ชั่วโมง (อันนี้แหละที่งงกัน)


35 Contact Hours

ระเบียบของ PMI บอกไว้ว่า “35 hours of project management education” ทีนี้มาดูกันว่าจะทำยังไงถึงจะได้เจ้า 35 contact hours มาครอบครอง หลักการคือ 1 ชั่วโมงแลกได้ 1 แต้ม วิธีการแรกคือ ไม่ต้องสนใจว่าจะตอนไหนนะ เรานับย้อนกลับไปตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัยก็ได้ว่ามีการอบรมไหนบ้างที่เกี่ยวกับ Project Management หรือเคยเข้าการสัมมนาหรือลงเรียนวิชาอะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องครับ


วิธีการที่สอง ถ้ายังไม่ครบ 35 ชั่วโมง เรานับรวมไปกับการอบรมต่างๆที่เรามีส่วนร่วมระหว่างทำงานก็ได้ เช่น Software Project Planning, Communication Skill, Project Time Estimation and Resource Allocation, หรือ Project Risk Management ก็ได้ โดยทั่วไปแล้วถ้าอบรมคอร์สใหญ่ซักสองคอร์สก็ได้ 35 ชั่วโมงแล้วหละครับ


วิธีที่สาม ถ้าสองวิธีแรกยังได้ไม่ครบ 35 ชั่วโมง เราคงต้องทำใจเข้าอบรมตามแบบวิธีการที่สองเพื่อให้ได้ชั่วโมงมากขึ้น … แน่นอน แพงครับ แพงมากทีเดียว คอร์สนึงก็หลายหมื่นบาท แต่ยังพอจะมีทางเลือกที่ประหยัดกว่านั้นขึ้นมาอีกนิดก็คือซื้อ Audio CD ของ PMPrepCast ราคา 99.97 ดอลล่าร์สหรัฐ (ผมไม่ได้ค่าโฆษณาหรอกนะ เห็นว่าราคาพอรับได้เลยเอามาบอกต่อ ฮ่าๆๆ) คร่าวๆก็คือเราฟังบทเรียนนี้แล้วก็ต้องไปทำข้อสอบของเค้าเพื่อที่จะได้ 35 ชั่วโมงนั้นมาครับ นั่นแหละเราถึงจะมีคุณสมบัติครบสำหรับการสมัครสอบ PMP ข้อมูลเพิ่มเติมที่นี่ครับ


เอาหละ รู้แล้วว่าอะไรนับเป็นชั่วโมงได้ แล้วที่ไม่ได้หละ? ครับ มีอยู่สองอย่างที่ไม่ได้คือ หนึ่ง การเข้าประชุมทั่วไปของสมาชิก PMI ถ้าเพื่อนๆเป็นสมาชิกแล้วก็เข้าประชุมประจำสัปดาห์ นอกจากว่าการประชุมนั้นมีกิจกรรมที่เป็นการเรียนการสอนเรื่อง Project Management เรานับได้ครับ แต่นับได้เฉพาะชั่วโมงที่เรียนจริงๆนะ (ยุ่งจริงๆ) และสอง การศึกษาด้วยตัวเอง (Self-Study) อันนี้ไม่นับครับผม (เซ็ง ฮ่าๆ)


Contact Hours vs. PDUs

ฝากไว้อีกนิดครับเกี่ยวกับคำว่า Contact Hours กับ PDUs มันเป็นคนละคำ คนละความหมายกันนะครับ (ผมเองก็เข้าใจผิดมาตลอด) คำแรกนั่นใช้สำหรับผู้สมัครสอบว่าต้องมี 35 Contact Hours ถึงจะมีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์ ส่วน PDUs นั้นใช้สำหรับคนที่สอบ PMP ผ่านแล้วที่ต้องเก็บแต้มให้ได้ 60 PDUs ภายในทุกๆสามปีเพื่อรักษาสถานะใบประกาศนียบัตร PMP นั้นครับ การจะได้มาซึ่ง PDUs ดูได้ที่นี่ครับ


ทิ้งท้ายสองเรื่องครับ หนึ่ง ต้องขอบคุณคุณ Paween มากครับที่สงสัยและสอบถามเข้ามาเรื่องคุณสมบัติการสมัครสอบ ถ้าไม่ถามผมก็ไม่รู้หรอกว่าให้ข้อมูลผิดๆไป และสอง ขอโทษทุกคนสำหรับข้อมูลที่ผิดพลาดไปครับ ผิดเยอะด้วยเลยต้องรีบส่งบทความนี้ออกมาแก้ไขครับ


ปล. แถมใบสมัครไว้ให้ดูต่างหน้าด้วย
ขอบคุณครับ :)

Chapterpiece.Meeting.1

Posted by kannique On February - 6 - 20114 COMMENTS
1 Star2 Stars3 Stars (No Ratings Yet)
Loading ... Loading ...

ระหว่างที่นั่งคิดว่าสัปดาห์นี้จะเขียนบทความเรื่องอะไรดีนั้น ก็เหลือบไปเห็นว่า … โอ้ว นี่กำลังจะเป็นบทความที่ 100 ของ Chapterpiece.com แล้วนะเนี่ยะ กับเวลา 1 ปี 5 เดือน 22 วัน (540 วัน) นับตั้งแต่บทความแรกออกเผยแพร่ ไม่นึกเหมือนกันครับว่าจะเขียนได้เยอะขนาดนี้


ตลอดเวลาที่ผ่านมาผมได้เสียงตอบรับและกำลังใจที่ดีมากจากเพื่อนๆทุกคน ที่น่าเสียดายอยู่อย่างคือเราไม่เคยเห็นหน้าค่าตากันเลยเนอะ :) ลองดูมั้ยครับ นัดพบเหล่าผู้สนใจในเรื่อง Project Management และ Software Development ลองมาพุดคุยทำความรู้จักกันอย่างเป็นทางการ และใช้โอกาสนี้แลกเปลี่ยนประสบการณ์มันส์ๆที่พบเจอกันมา


และเพื่อให้เป็นประโยชน์อีกนิดสำหรับเพื่อนๆที่สนใจ เรามาหาหัวข้อสนทนาเผื่อไว้ด้วยทีกว่าเนอะ ใครสนใจเรื่องไหนโหวตได้เลยครับ


หัวข้อที่สนใจสำหรับ Chapterpiece.Meeting.1


ลองดูจำนวนคนสนใจก่อนนะ แล้วค่อยกำหนดเวลาและสถานที่ที่ทุกคนสะดวกครับ


ปล. มีคนสนใจแค่เดียวผมก็ยินดีนะ ไม่เกี่ยงอยู่แล้ว ฮ่าๆ