Project Manager สำคัญแค่ไหนสำหรับ Facebook, Inc.

Posted by kannique On January - 30 - 2011ADD COMMENTS
1 Star2 Stars3 Stars (1 votes, average: 3.00 out of 3)
Loading ... Loading ...

น้อง mibtrex ถามผ่าน chapterpiece.net ว่า “Project manager สำคัญมากแค่ไหนครับ ถ้าโครงสร้างบริษัทในการพัฒนา Software เป็นแบบบริษัท Facebook” โดยอ้างอิงจากบทความที่น่าสนใจมาก (มากๆ) ของ blognone ครับ


ผมก็ขอใช้โอกาสนี้เขียนบทความแสดงความคิดเห็นต่อคำถามของน้องเค้าเลยละกัน แต่ก่อนจะตอบคำถามได้เรามาดูว่าจริงๆแล้วบริษัท Facebook เค้าทำงานกันยังไงก่อนดีกว่า รายละเอียดนั้นหาอ่านได้จากบทความของ blognone นะครับ ผมคงไม่เขียนซ้ำแต่อยากจะเน้นให้เห็นถึงจุดสำคัญๆซึ่งเป็นที่มาของการทำงานแบบใหม่ที่ผมก็เพิ่งจะเคยเห็นนี่แหละ


Facebook, Inc. vs. Software Development Philosophy

มีบทสัมภาษณ์พนักงาน Facebook เกี่ยวกับการทำงานภายในบริษัทซึ่งแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างกับการทำงานที่อื่นได้อย่างชัดเจนครับ ลองดู

พนักงาน: รู้มั้ยว่าในช่วงแรกๆของบริษัทเนี่ยะเราไม่มีคนควบคุม ไม่มีกระบวนการทำงานอะไรมากมายเลยนะ พวกเราได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนจากป๋ามาร์คให้แก้โค๊ดอะไรก็ได้ที่อยากทำแล้วก็ Submit มันใส่ Facebook.com ไปเลย


คนสัมภาษณ์
: ยกตัวอย่างหน่อยได้มั้ยครับ?


พนักงาน
: ได้ซิ อย่างฟังก์ชั่นรูปใน Facebook เนี่ยะ มีคนทำแค่สองคนใช้เวลาแค่ไม่กี่วันเองนะ ทำเสร็จก็ใส่เข้าไปในเวปได้เลย จบงาน ง่ายๆแบบนี้แหละ ไม่ต้องให้ใครมารีวิว ไม่ต้องให้ใครดูก่อนด้วยซ้ำ ป๋ามาร์คบอกว่าคิดว่าทำอะไรแล้วดี ทำไปเลย ไม่ต้องห่วง


คนสัมภาษณ์
: เดี๋ยวนะ … คุณกำลังบอกว่าไม่ต้องมีการรีวิวงาน ไม่ต้องมี Product Manager ทั้งๆที่คุณกำลังจะแก้ไขหน้าตาการทำงานของเวปไซต์ที่เป็นที่นิยมที่สุดในโลกเนี่ยะนะ ไม่ต้องคิดมากจริงๆหรอ?


พนักงาน
: จริงจ่ะ

เป็นไงฮะ มันส์มั้ย หลักการทำงานของ Facebook ผมเองอ่านถึงตรงนี้แล้วก็อึ้งๆไป … หลายคนอาจจะสงสัยว่าแล้วเจ้าแนวคิดการทำงานแบบฟรีสไตล์แบบนี้มันเกิดมาจากไหนนะ? ก็จากป๋ามาร์คนี่แหละฮะ


ป๋ามาร์คคงมองเห็นว่าร้อยละ 90 ของบริษัทในธุรกิจแบบนี้มีการทำงานที่เชื่องช้า เทอะทะ แล้วกว่าที่นวัตกรรมใหม่ๆจะโผล่ออกมาสู่สายตาประชาชนมันก็ใช้เวลานานเหลือเกิน เพราะคนคิดอะไรใหม่ๆเป็น Product Manager เสร็จแล้วก็ต้องผ่านกระบวนการมากมาย ประชุม ถกเถียง ออกแบบ แล้วก็คุยกันอีกว่าไอ้ที่จะทำมันจะเวิร์คมั้ย ลูกค้าจะชอบมั้ย ต้องใช้เวลากี่วัน วางแผน รีวิวแผน อะไรอีกสารพัด กว่าจะได้เริ่มทำงาน ป๋ามาร์คบอก … What the hell!! พอกันทีการทำงานแบบนี้


ทฤษฎีของป๋ามาร์คคือ

Developers ออกแบบและพัฒนา Product ได้เร็วกว่าและมีลูกเล่นมากกว่าเมื่อเทียบกับ Product Manager หรือ Designer ซึ่งนั่นคุ้มค่าเมื่อเทียบกับความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้น

ด้วยความคิดมุมกลับที่ให้โลกหมุนรอบ Developer แบบนี้เองที่ทำให้ป๋ามาร์คสนับสนุนให้ Developer ทุกคนมีอิสระในความคิด การทำงาน การสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ แล้วไม่ต้องกลัวที่จะทำมัน ถ้าเจ๊งก็แก้ซิ คิดอะไรมาก


ผลก็อย่างที่เราเห็นๆกันครับ Facebook ไปไกลมากด้วยการทำงานที่บ้าบิ่นแล้วไม่กลัวความผิดพลาด เทียบกับบริษัทอื่นๆซิ ระหว่างที่ MySpace กำลังคิดวางแผนอยู่ Facebook ลงมือทำ Feature ใหม่ๆแล้ว ระหว่างที่ Yahoo หรือ AOL กำลังคิดว่าจะปรับปรุงองค์กรอย่างไรดี Facebook สร้าง Feature ใหม่มาอีกแล้ว เห็นๆกันเลยว่าจากที่เคยเป็นเจ้าแห่ง Social Network แป๊บเดียว MySpace โดน Facebook โค่นบัลลังค์อย่างราบคาบแล้วไม่มีทีท่าจะกู้ชาติคืนได้เลยด้วย แล้วถ้าถามว่าครั้งสุดท้ายที่ Yahoo หรือ AOL มี Feature อะไรเจ๋งๆมาให้เล่นมันเมื่อไรกันครับ? นานจนจำไม่ได้แล้วหละ


ทั้งหมดนี้คือแนวทางการพัฒนา Software แบบใหม่ที่เรียกว่า Developer-Driven หรือทุกอย่างอยู่ในกำมือ Developer ฮ่าๆ เมื่อเริ่มมองเห็นแนวแล้วว่าต้องแบบนี้แหละ ป๋ามาร์คถึงเริ่มสร้างกระบวนการทำงานต่างๆให้เหมาะสมตามมา โดยหลักๆเลยที่ผมจะขอยกตัวอย่างก็จะมี

  1. Developer ทุกคนสามารถแก้ไขโค๊ดส่วนไหนก็ได้ของ Facebook … ไม่ต้องมีทีม
  2. ทุกคนในบริษัทคือ Product Manager นั่นหมายความว่าทุกคนมีความรู้สึกรับผิดชอบต่อ Product ทุกชิ้นของบริษัท ใครอยากแก้อะไรได้หมด ใครอยากเพิ่มอะไรได้หมด แถม Developer อยากจะทำงานไหนก่อนหลัง เปลี่ยนลำดับงานยังไงก็ได้ตามใจ … อ่าว Project Manager ก็หมดความหมายซิ ฮ่าๆ
  3. ระหว่างการประชุมเพื่อติดตามความคืบหน้าของงาน Developer เป็นคนรายงานผลงานเองด้วยนะ Product Manager และคนอื่นๆคือคนฟัง … Project Manager หมดความหมายรอบสอง
  4. การจะหาคนมาทำงานจะเป็นไปด้วยความสมัครใจเท่านั้น เช่น
  • ถ้า Product Manager อยากให้ Developer มาช่วยทำงานให้ เค้าต้องเอาแนวคิดไปขายให้ Developer เอง ถ้าไม่ผ่านก็ไม่มีคนทำงานให้
  • Developer จะเป็นคนเลือกเองว่าอยากทำอะไรก่อนหรือหลัง แล้วค่อยไปบอก Development Manager ว่าตัวเองจะทำงานนั้นนี้กี่วันกี่สัปดาห์ก็ว่าไป
  • Developer ก็จะจัดการทุกอย่างที่เป็นงานของตัวเอง แก้เองตั้งแต่ Javascript จนถึง Database ถ้าอยากได้ความช่วยเหลือจาก Designer หรือ Architect ก็ค่อยติดต่อไป

เห็นๆเลยว่าใน Facebook นั้น Developer คือพระเจ้าจริงๆ ที่ทำแบบนี้เพราะป๋ามาร์คต้องการตัดกระบวนการที่ไม่สำคัญออกไปให้หมด เหลือแค่ Developer กับ Product เท่านั้น มีข้อมูลวงในมาว่าถ้าอยากจะแก้อะไร เพิ่มอะไร Developer ไม่ต้องทำ Design หรือ Prototype ด้วยซ้ำ ลุยแหลกไปได้เลย มันส์มากๆ


อ่านมาถึงตรงนี้ชอบแนวคิดแบบนี้กันมั้ยครับ? ผมว่าเจ๋งนะ แต่อยากรู้มั้ยว่าทำไม Facebook ถึงทำแบบนี้ได้? ถ้าอยากรู้เราต้องดูให้ลึกไปถึงลักษณะธุรกิจของ Facebook, Inc. กันก่อน


Facebook, Inc. vs. Revenue Model

ถ้าเรามองดูที่มาของรายได้ของ Facebook, Inc. แล้วจะเห็นว่าส่วนใหญ่คือการโฆษณานั่นเอง จริงๆก็เกือบทั้งหมดของรายได้นั่นแหละเนอะ แล้วตรงนี้สำคัญยังไงกับกระบวนการทำงานแบบเจ๋งๆของ Facebook หละ?


FB_Revenue

ในความคิดผมเองนะ (อาจจะผิดหรือถูก) ถ้ารายได้คือค่าโฆษณา ผมคงต้องคิดว่าแล้วจะทำยังไงให้มีคนมาลงโฆษณากับเราเยอะๆ ทำยังไงดีๆ คิดต่อไปอีกขั้นก็คงเป็นว่า ทำยังไงให้มีคนเข้ามาใช้งานเวปไซต์ของเราเยอะๆเพื่อที่จะดึงดูดเหล่าบริษัทสินค้าเนอะ … สรุปได้ว่า คนใช้เวปเยอะ โฆษณาเยอะ รายได้ก็เยอะตาม


จุดประสงค์สำคัญของทีมงาน Facebook ก็คงจะเป็นว่า “ทำยังไงก็ได้ให้คนเข้าใช้เวปไซต์ Facebook.com ให้มากที่สุด” ส่วนตัวผมคิดว่าจุดประสงค์ข้อนี้เข้ากันได้ดีกับการทำงานแบบ Developer-Driven ของ Facebook


เพราะการที่จะดึงดูดคนรุ่นใหม่ได้นั้น นวัตกรรมและความรวดเร็วเป็นสิ่งสำคัญมากครับ โลกยุคปัจจุบันช้าหน่อยเดียวก็ตกรถไฟแล้ว นั่นจึงเป็นที่มาของแนวคิดที่จะให้อำนาจส่วนใหญ่อยู่ที่ Developer (ที่ได้รับการคัดเลือกอย่างดี) เพราะกลุ่มคนที่เป็น Geek เหล่านี้จะไอเดียกระฉูดมากๆกับงานที่ทำ แล้วถ้าไม่มีใครหรือกระบวนการอะไรมาขวางทางมากเกินไป ผลที่ได้ออกมาคือนวัตกรรมและความรวดเร็วของงานนั่นเอง


ผมจะลองเทียบตัวอย่างระหว่างการทำงานแบบปรู๊ดปร๊าดของ Facebook กับรูปแบบที่เราๆคุ้นเคยกันนะครับ เช่น อืม … เลือกส่วนการจัดการรูป (Photo) ละกัน

Facebook_MOW

ดูซิครับว่างานที่เกิดขึ้นจากฝั่งซ้ายมันเร็วกว่าขนาดไหน แค่ทุกๆ 3 วันพวกเราก็ได้เห็นอะไรใหม่ๆเกิดขึ้นใน Facebook.com แล้ว ไม่ต้องรอถึง 15 วันหรอก อันนี้ผมว่าแนวคิด Agile ชัดเจนมาก แต่ Extreme ยิ่งกว่า Extreme Programming (XP) อีกมั้ง ฮ่าๆ


ถึงตรงนี้เพื่อนๆคิดว่า Project Manager สำคัญมั้ยกับ Facebook, Inc.


Facebook, Inc. vs. Project Manager

หลักการง่ายๆ ถ้าผมเปิดบริษัทแล้วทำงานทุกอย่างคนเดียวได้ ผมควรจะจ้างพนักงานมั้ย? … ไม่หละ จ้างทำไม ทำคนเดียวรวยคนเดียวดิ มากคนมากความครับ อันนี้จริงๆนะ ถ้าเรามองว่าตำแหน่งไหนไม่จำเป็นก็ไม่ต้องมีหรอก งั้นลองมาดูกันว่า Project Manager สำคัญมั้ยในกรณีของ Facebook, Inc.


ก่อนอื่นลองมาวิเคราะห์ด้วยหลักการกันก่อนว่าโดยทั่วไปแล้ว Project Manager ต้องทำอะไรบ้าง (คร่าวๆ)

  1. เลือกทีมงาน … ไม่ต้องอะ Developer เค้าเลือกอะไรที่เค้าอยากจะทำด้วยตัวเอง
  2. วางแผน … ไม่ต้องอะ Product Manager กับ Developer เค้าทำเองได้
  3. จัดลำดับความสำคัญของงาน … ไม่ต้องอะ Developer มีสิทธิ์ขาดเต็มที่
  4. ติดตามผลการทำงาน … ไม่ต้องอะ Developer เค้าจัดการทำ Report เอง
  5. ติดต่อประสานงาน … ไม่ต้องอะ Developer เค้าคุยกับทุกคนเองอยู่แล้ว Product Manager, Designer, หรือจะ Architect

อ่าว แล้วแบบนี้ Project Manager จะไปอยู่ไหนอะ? … ก็ไม่ต้องมีไงครับ ฮ่าๆ ถ้าลักษณะงานและการทำงานเป็นแบบนี้ Project Manager ไม่จำเป็นหรอก เป็นตัวถ่วงความเจริญด้วยซ้ำไป


แต่ แต่ แต่ …


ลองมองให้ลึกอีกหน่อยจะเห็นว่าการทำงานหรือ Product ของ Facebook มีสองรูปแบบนะครับ หนึ่งคืออย่างที่ผมยกตัวอย่างไปกับส่วนการจัดการรูปภาพ (Photo) ซึ่งตรงนี้อาจจะมองว่าเป็นงาน Routine ได้เลยด้วยซ้ำ คือใครอยากแก้ อยากเพิ่มก็ทำได้เลย ไม่ต้องรอให้เป็น Project แต่กับบาง Product ที่เป็นอะไรที่ใหญ่และใหม่เอี่ยมอ่องหละ ผมมองว่า Project Manager สำคัญนะ เพราะงานทั้งห้าข้อข้างบนจะมีดีกรีความซับซ้อนเพิ่มมากขึ้น


ตัวอย่างเช่น ได้ข่าวกันแล้วใช่มั้ยครับกับ Project Titans หรือ Email @facebook.com นี่งานช้างนะ ป๋ามาร์คคิดการใหญ่จะขอชนกับ Gmail ของ Google เลยหละ Project ใหญ่ครับ ผมมองว่า Project Manager จะมีความสำคัญขึ้นมาแล้วหละเพราะการพัฒนา Webmail Product ตัวนี้ต้องพิเศษ ต้องมี Feature มากมาย ต้องมีการวางแผนที่ชัดเจนแน่นอน ต้องมีการพูดคุยกับคนหลายฝ่ายอย่างใกล้ชิด ทั้ง Product Manager, Product Marketing, หรืออาจจะมี Third Party Vendor เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ถ้าจะให้ Developer ลุยเองคงจะไม่ไหวหละเนอะ


เมื่อเจ้า Webmail @facebook.com เผยโฉมให้พวกเราได้ใช้กันแล้ว การจะแก้ไข เพิ่มเติม ปรับปรุงอะไรในนั้นก็จะเข้าอีหรอบเดิม ลุยแหลกได้ตามอัธยาศัย แล้ว Project Manager ก็จะตกงานไป ฮ่าๆ


ถึงคำตอบซะที “Project manager สำคัญมากแค่ไหนครับ ถ้าโครงสร้างบริษัทในการพัฒนา Software เป็นแบบบริษัท Facebook” ความคิดเห็นส่วนตัวมองว่า ทั้งไม่สำคัญเลยกับสำคัญมากด้วยเหตุผลข้างบนที่เขียนมาทั้งหมดครับ


ถ้าอยากได้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำงานเบื้องหลังของ Facebook.com ลองอ่านบทความนี้ดูครับ เยี่ยมเลย … อ้อ แล้วถ้าใครอยากได้ลองทำงานกับแนวคิดสุดเจ๋งแบบนี้หละก็เชิญครับ Facebook Career :D


Murphy’s Law กับ Project Management

Posted by kannique On January - 23 - 20114 COMMENTS
1 Star2 Stars3 Stars (1 votes, average: 3.00 out of 3)
Loading ... Loading ...

Murphy’s Law

รู้จักกฎของเมอร์ฟี่ (Murphy’s Law) มั้ยครับ?

Anything that can go wrong, will go wrong.

อะไรก็ตามที่มีโอกาสจะผิดพลาด มันจะผิดพลาด

ง่ายๆ สั้นๆ แต่เป็นสัจธรรมมากในทุกเรื่องและทุกโอกาสของชีวิต? ถ้าจะเจาะให้ลึกลงไปอีกนิด เราจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่ากฎนี้มันอยู่ใกล้ตัวเรามากเลย เช่น

  • ไม่มีอะไรง่ายอย่างที่เราคิดหรือมองเห็น
  • งานอะไรก็ตามมักจะใช้เวลานานกว่าที่เราคิดเสมอ
  • ทุกทางแก้จะสร้างปัญหาใหม่เสมอ
  • ถ้าเรามองเห็นแล้วว่าจะมี 4 ปัจจัยที่จะทำให้อะไรซักอย่างผิดพลาด เราหลีกเลี่ยงมันแล้ว แต่ไม่นานปัจจัยที่ 5 จะโผล่ขึ้นมากะทันหัน สุดท้ายมันก็ผิดพลาดอยู่ดี

จนบางคนประชดชีวิตด้วยการบอกว่า Anything that can’t go wrong, will go wrong. ขนาดว่าอะไรก็ตามที่ไม่มีโอกาสผิดพลาด มันยังจะผิดพลาดได้ … เออ จริงนะ ฮ่าๆ

In Project Management

การทำงาน Project Management ก็หลีกหนีกฎข้อนี้ไม่พ้นครับ จริงๆแล้วผมมองว่ามันเป็นของคู่กันเลยด้วยซ้ำ เพราะไม่มีงานไหนง่ายอย่างที่เราคิด ไม่มี Project ไหนง่ายอย่างที่เราคิด ยกตัวอย่างที่ดูว่าน่าจะง่าย เช่น Project ที่แก้บั๊ก 3 ตัวในเวลา 1 สัปดาห์ดูนะครับ ถ้าคิดว่าง่ายลองดูเหตุการณ์ที่ (อาจจะ) เกิดขึ้นข้างล่างนี้ดูครับ

  • คนในทีมป่วยกะทันหัน
  • คนในทีมลาออก
  • Network ล่ม
  • เจอบั๊กเย็นวันสุดท้าย
  • Computer เสีย
  • Server ล่ม
  • มี OS ใหม่ออกมาซึ่ง Software ของเราต้อง Support ด้วย
  • มี Project ด่วนแทรกเข้ามา
  • ลูกค้าที่ติดต่องานกันมาตลอดลาออกกะทันหัน
  • เปลี่ยนคนที่ต้องติดต่องานด้วย
  • เปลี่ยนหัวหน้าทีม
  • เปลี่ยนนโยบาย
  • โดนตัดงบประมาณ
  • เพิ่งมาดูว่า Design ผิดเอาตอนใกล้จะถึงวันส่งงาน
  • หยิบ Package ผิดไป Test
  • ชุมนุมทางการเมือง บริษัทปิด ทำงานไม่ได้
  • เปลี่ยน Scope – Schedule – Resources กะทันหัน
  • ลูกค้ายกเลิกสัญญา
  • อื่นๆ

จากปัจจัยทั้งหมด แค่เกิดขึ้นซัก 2-3 ข้อใน Project ของเรา ผมว่าชีวิตลำบากแน่ๆ

What’s Next?

แล้วไงต่อดีหละ? ปล่อยให้ปัญหามันเกิดขึ้นแล้วคอยโทษนายเมอร์ฟี่งั้นหรอ? ไม่ได้มั้งครับ ในฐานะ Project Manager เราควรทำงานเชิงรุก (Proactive Management) ด้วยการพยายามระบุเหตุการณ์ ปัญหา หรือความเสี่ยงต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้นได้กับ Project ของเรา ยิ่งมากยิ่งดี แค่นี้ไม่พอครับ เราต้องเตรียมการไว้ด้วยว่าจะทำอย่างไรที่จะป้องกันไม่ให้ปัญหานี้เกิดขึ้น (Mitigation Plan) ต่อเนื่องไปถึงว่ามีแผนสำรองอย่างไรถ้าปัญหานี้เกิดขึ้นมาแล้วจริงๆ (Contingency Plan)


ทั้งหมดเป็นเรื่องของ Risk Management ขั้นตอนที่หลายต่อหลายคนอาจจะลืมไป :)

เมื่อ “เงิน” ไม่ใช่คำตอบ

Posted by kannique On January - 16 - 20112 COMMENTS
1 Star2 Stars3 Stars (1 votes, average: 3.00 out of 3)
Loading ... Loading ...

ถ้าถามว่าอะไรคือแรงจูงใจสูงสุดในการทำงานของผม? คำตอบก็คงจะขึ้นอยู่กับช่วงเวลาของชีวิตนะครับ ช่วงเริ่มต้นวัยทำงาน (เรียนจบใหม่ๆ) ผมเองให้ความสำคัญกับคำว่า “มีงานทำ” ก่อนเลย งานอะไรก็ได้ที่ผมคิดว่ามีความสามารถพอที่จะทำได้ บริษัทอะไรก็ได้ที่เลือกผม เงินเดือนเท่าไรก็ได้ ขอให้อยู่ในมาตรฐานของอาชีพแล้วกัน โชคดีที่ผมได้งานทำเร็ว เป็นงานที่ดี ผลตอบแทนก็ดี … โชคดีจริงๆ


สำหรับคนที่มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบมากกว่าชีวิตตัวเอง มันก็เลี่ยงยากที่จะไม่คิดถึงเรื่องเงินเนอะ (ก็มันเป็นปัจจัยในการดำรงชีวิตนี่) ผมก็คนนึงที่เมื่อลงหลักปักฐานกับงานได้ซักระยะ เห็นแล้วว่างานดี หัวหน้าดี เพื่อนดี ก็เหลือเรื่องผลตอบแทนที่อยากได้มากขึ้น เพราะในเวลานั้นผมต้องรับผิดชอบความเป็นไปของครอบครัวอย่างเต็มตัว เริ่มรู้สึกว่าที่ได้อยู่มันเริ่มไม่พอ … เหมือนว่าตอนนี้เรื่องเงินเริ่มมีความสำคัญมากขึ้น


Money_Not_Matter

โชคดี (อีกแล้ว) ที่ผมไม่มีโอกาสได้ขยับขยายย้ายงานไปไหนเพียงเพื่อเรื่องเงิน งานที่ดี เพื่อนที่ดีทำให้ผมต้องชั่งน้ำหนักก่อนตัดสินใจ แล้วทุกครั้งก็ได้คำตอบว่า “อย่าเพิ่งใจร้อน ทนอีกหน่อย” จนสุดท้ายน้องๆผมก็เรียนจบ มีงานทำกัน ภาระผมก็ลดลงมาได้บ้าง แรงจูงใจผมก็เปลี่ยนอีกครั้ง กลับมาเป็นเรื่องความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ที่คิดคือเรื่องเงินเป็นผลพลอยได้จริงๆ ได้มากก็ดี ได้ไม่มากอย่างที่หวังก็ไม่เป็นไร ขอให้ได้ทำในสิ่งที่อยากทำ


ทั้งหมดที่เล่ามาเพียงเพื่อจะชี้ให้เห็นว่า สำหรับบางคน (อาจจะหลายคน) เงินไม่ใช่แรงจูงใจที่สำคัญที่สุดในการทำงานเสมอไปครับ นั่นหมายความว่าในบางสถานการณ์ เงินไม่สามารถทำให้คนๆนึงมีประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้นหรือขยันขึ้น ดังนั้นอย่าคิดว่าการแก้ปัญหาด้วยเงินจะสำเร็จเสมอไป เงิน … นอกจากไม่สามารถการันตีผลสำเร็จได้แล้วมันยังอาจจะสร้างปัญหาใหญ่ในระยะยาวให้เราด้วย ลองดูสถานการณ์นี้ครับ


เงิน … คำตอบหรือปัญหา

เพื่อนๆทำงานอยู่ในทีมที่ต้องรับผิดชอบ Project สำคัญมากสำหรับอนาคตของบริษัท ตอนเริ่ม Project ทุกคนในทีมตระหนักถึงสถานการณ์นี้ดีถึงแม้จะมองเห็นแล้วว่าปริมาณงานกับเวลาที่มีมันค่อนข้างจะยากที่จะทำสำเร็จ แต่ทุกคนก็พยายาม เริ่มทำงานไปได้ซักพัก ลางร้ายเริ่มมาล่ะ ก็ Changes นั่นไงครับ (เพื่อนซี้เลย) ลูกค้าเกิดติสต์แตกขึ้นมา ทั้งเปลี่ยน ทั้งแก้ ทั้งเพิ่ม Requirement กันแทบจะทุกวัน “ที่มีก็จะเสร็จไม่ทันอยู่แล้ว นี่ยังจะมาอะไรกันอีก” ทุกคนเริ่มรู้สึกแบบนี้


ทุกคนในทีมรู้ Project Manager ก็รู้ว่าปล่อยไว้แบบนี้ไม่ได้การแน่ๆ ต้องทำอะไรซักอย่างแล้ว ทำไงดีๆ … ปิ๊ง คำตอบออกมาจาก Project Manager แบบนี้ครับ “เอาหละทุกคน ผมรู้ว่าสถานการณ์ตอนนี้มันไม่ดีเท่าไร แต่ยังไงงานนี้ต้องเสร็จทันเวลานะไม่งั้นบริษัทแย่แน่ๆเลย ผมไปคุยกับท่านรองประธานมาแล้ว ท่านอนุมัติงบประมาณพิเศษมาก้อนหนึ่ง ถ้าเราทำงานเสร็จได้ทันเอางบก้อนนี้ไปแบ่งกันได้เลย”


บางคนยิ้ม บางคนเฉยๆ (ผมคนนึงหละ ฮ่าๆ) เงินมาแล้ว สร้างแรงจูงใจได้มั้ย? ได้นะ กับบางคน ยอมทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจทำงานหามรุ่งหามค่ำ บ้านช่องไม่ได้กลับ เพื่อนฝูงไม่ได้พบเจอ อดทนทำโดยที่ Change จากลูกค้าก็เข้ามาไม่หยุดหย่อน แต่กับบางคนที่เค้ารู้สึกเฉยๆหละ ก็ทำงานเต็มที่ในเวลา โอเคหละ อาจจะกลับดึกบ้างเป็นครั้งคราวแต่ก็ไม่ได้ทุ่มสุดตัวแบบนั้น


เวลาผ่านไปสามเดือน … สุดท้าย … งานไม่เสร็จ … เงินก้อนนั้นหละ? สิ่งตอบแทนคนที่ทุ่มเททั้งชีวิตลงไปกับงานนี้หละ? … ไม่มีครับ ไม่มีอะไรเลย


เพื่อนๆน่าจะมองเห็นสถานการณ์นี้แล้วหละ ชัดเจนเลยว่าคนที่ทุ่มเททุกอย่างกลายเป็นไม่ได้อะไรเลย ทุกอย่างกลายเป็นศูนย์เลยนะ ถ้าเราลองคิดพิจารณาอย่างจริงจังซักหน่อยนะครับ จะเห็นว่าโบนัสพิเศษนั้นเป็นอะไรที่ยุติธรรมดีแล้วไม่ใช่หรอ เราทำงานมากขึ้นก็ควรจะได้ผลตอบแทนที่มากขึ้นตามไปด้วยซิ ไม่ใช่ว่าทำไปก่อน เหนื่อยไปก่อน แล้วมาลุ้นเอาว่าจะได้หรือไม่ได้ แล้วที่ผลมันออกมาไม่ได้เนี่ยะเพราะอะไร? เพราะปัญหาไม่ได้ถูกแก้ไขที่ต้นเหตุนั่นไง … อยากให้งานเสร็จจริง Project Manager ก็ไปจัดการกับ Change ให้ดีกว่านี้ซิ ไม่ใช่ปล่อยให้อะไรๆเพิ่มมาไม่หยุดหย่อนขนาดนี้


เห็นใจคนที่เหนื่อยฟรีจริงๆ


ถึงตรงนี้เพื่อนๆจะเห็นว่า เงินไม่ใช่คำตอบสุดท้ายเสมอไป อันที่จริงอาจจะไม่ใช่เลยด้วยซ้ำถ้าเรามองในแง่ความยั่งยืนของผลงานพนักงาน เอาง่ายๆครับ สมมติว่าโชคดีสุดๆ งานเสร็จทัน คนที่เหนื่อยได้ผลตอบแทนไป ถามว่าถ้ามี Project ใหม่เข้ามา คนเหล่านี้จะคาดหวังว่าจะได้อะไรพิเศษอีกมั้ย? แน่นอนครับ ถ้าไม่ได้เค้าจะผิดหวังมั้ย ก็คงงั้น


เอาให้มันส์ไปกว่านั้น Project Manager แอบมายื่นข้อเสนอให้แค่บางคนในทีม (กล้าทำเนอะ) “ถ้าทำเสร็จ น้องเอาไปเลย” เรื่องแบบนี้หน้าต่างมีหูประตูมีช่องครับ อย่าคิดว่าข่าวมันจะไม่รั่ว ถามว่าถ้าคนอื่นในทีมรู้หละ? จบครับ ใครมันจะไปมีแรงใจทำงาน จริงปะ?


อันนี้เรื่องจริงครับ ทีมผมทำ Project หนึ่งที่ดูเนื้องานแล้วต้องใช้เวลาประมาณ 2 ปีเสร็จภายใน 1 ปี โดยที่ไม่ต้องมีเรื่องเงินพิเศษอะไรเข้ามาเกี่ยวข้องเลยซักนิด พวกผมทำได้ยังไง เรื่องเงินไม่ใช่แรงจูงใจของเราเลยครับ ทั้งหมดคือการมีความสุขในการทำงาน ความเป็นมืออาชีพ การร่วมไม้ร่วมมือกันในทีม ความเชื่อมั่นในกันและกัน ความสัมพันธ์ที่ดีมากในทีม ความเชื่อมั่นในตัวหัวหน้าของเรา อีกหลายเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องเงินครับ ผมรักเพื่อนในทีมจริงๆ ฮ่าๆ


ขอให้เป็นทางเลือกสุดท้ายนะครับ การใช้เงินเพื่อสร้างแรงจูงใจในการทำงาน


แรงจูงใจที่แท้จริงคือ?

ระหว่างที่เขียนบทความนี้ ผมลองนึกๆไปแล้วก็ได้คำตอบครับว่า อะไรคือแรงจูงใจสูงสุดในการทำงาน? ครอบครัวครับ ผมพยายามทำทุกอย่างเพื่อครอบครัวของผม แน่นอนครอบครัวผมก็รวมตัวผมเองด้วยนั่นแหละ ฮ่าๆ เงินเป็นปัจจัยแต่ไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด ถ้ามีคนมาเสนอให้เงินผมมากกว่าเดิมแต่ต้องแลกด้วยการทำงานหามรุ่งหามค่ำ เสาร์อาทิตย์ก็ต้องทำจนไม่มีเวลาให้ครอบครัว ไม่มีเวลาให้ตัวเอง ผมไม่เอา เคยมีคนแนะนำว่าผมน่าจะลองไปทำงานต่างประเทศนะ ผลตอบแทน ประสบการณ์ ความก้าวหน้าจะดีกว่าเยอะเลย ผมก็ขอบคุณแล้วก็ปฏิเสธไปครับเพราะผมรู้ว่าครอบครัวผมจะมีความสุขมากกว่าถ้าผมอยู่บ้าน ฮ่าๆ


นี่แหละครับแรงจูงใจของผม แล้วของเพื่อนๆหละครับ?


Project Management Community สำหรับทุกคน

Posted by kannique On January - 9 - 2011ADD COMMENTS
1 Star2 Stars3 Stars (No Ratings Yet)
Loading ... Loading ...

Poll Result

หลังจากที่เปิดให้เพื่อนๆลงความเห็นอยู่นาน ผมคิดว่าผลคะแนนที่ออกมาน่าจะการันตีได้ว่าถ้ามี Project Management Community ขึ้นมาจริงๆแล้ว จะมีสมาชิกที่มีอุดมการณ์เดียวกันมากพอสมควร พอที่จะทำให้ Community นี้เป็นหนึ่งในช่องทางการเรียนรู้เพิ่มเติมสำหรับทุกคนที่สนใจงานด้าน Project Management ครับ ลองมาดูผลการโหวตกันก่อนดีกว่า


Poll-Community

มีตัวเลขคนออกเสียงตั้ง 125 คน แถม 120 คนในนั้นยังอยากให้มี Project Management Community ซะด้วย (ปลื้มๆ) แบบนี้คงจะมีการเรียนรู้และแบ่งปันในกลุ่มพวกเราพอสมควรนะครับ


ผมหวังว่า Chapterpiece.net จะถูกใจเพื่อนๆทุกคนครับ


ขอบคุณครับ :D


สวัสดีปีใหม่ 2554

สวัสดีปีใหม่ครับ ขอให้เพื่อนๆทุกคนมีความสุข สุขภาพแข็งแรง คิดอะไรขอให้สมปรารถนาทุกประการครับ ในโอกาสอันเป็นมงคลเช่นนี้ ผมขออันเชิญส.ค.ส พระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาให้เป็นมิ่งขวัญและกำลังใจแก่ทุกคนในการดำเนินชีวิตอย่างมีสติ เข้มแข็งและพอเพียงตลอดปี 2554 ครับ


King's Card

ของขวัญปีใหม่

และเพื่อเป็นการขอบคุณเพื่อนๆทุกคนที่ติดตามอ่านและให้กำลังใจผมตลอดมา ผมขอมอบ Project Management Community โฉมใหม่ให้เป็นของขวัญปีใหม่ปีนี้แล้วกันนะ หวังว่าจะถูกใจกันครับ แต่ช้าก่อน … เราควรต้องเปิดตัวให้ยิ่งใหญ่ดังนั้นโปรดอดใจรออีก

  • 3 years, 7 months, 24 days, 12 hours, 52 minutes ago
  • สวัสดีปีใหม่ครับ :D