ขอเกาะกระแสนิดนึงนะครับกับความล้มเหลว (อย่างต่อเนื่อง) ของฟุตบอลชายทีมชาติไทย ไม่ได้มีเจตนาจะจับผิดหรือหาคนรับผิดชอบหรอกนะ ผมแค่มองเหตุการณ์แล้วเห็นความเชื่อมโยงมาหาหลักการของ Project Management ในบางมุมครับ
ผลลัพธ์
ไม่ขอย้อนไปไกลดีกว่า เอาแค่ผลงานการแข่งขันของทีมชาติไทยในปี พ.ศ. 2552-2553 นี้ก็พอ (ย้อนมากจะยิ่งช้ำใจ) การแข่งขันอย่างเป็นทางการ 3 รายการหลังสุดที่ทีมชาติไทยเข้าร่วมก็มีรอบคัดเลือกฟุตบอลเอเชี่ยนคัพ (ฟุตบอลชิงแชมป์ทวีปเอเชีย), รอบสุดท้ายฟุตบอลเอเชี่ยนเกมส์, และฟุตบอลอาเซียนซูซูกิคัพ (ฟุตบอลชิงแชมป์ชาติอาเซียน) ตามลำดับครับ ผลการแข่งขันที่ออกมามีดังนี้

จากรูปสรุปได้ว่า ตกรอบคัดเลือกฟุตบอลเอเชี่ยนคัพ ตกรอบสิบหกทีมสุดท้ายเอเชี่ยนเกมส์ และตกรอบฟุตบอลอาเซียนซูซูกิคัพ … จากแต่ก่อนที่เคยเป็นเจ้าอาเซียน ผูกขาดแชมป์ซีเกมส์มาหลายสมัย มีลุ้นแชมป์อาเซียนคัพ เข้ารอบเอเชี่ยนคัพ (ฟุตบอลชิงแชมป์ทวีปเอเชีย) อย่างต่อเนื่อง กลับกลายมาเป็นทีมที่ทำผลงานได้แบบนี้ คงต้องบอกว่า “ล้มเหลว” หละครับ (ไม่รู้จะมองมุมอื่นได้ยังไง)
สาเหตุที่1: Requirement Management ที่ล้มเหลว
ทั่วไปแล้วการแข่งขันฟุตบอลก็แบ่งเป็นสองกลุ่มใหญ่คือหนึ่งการแข่งขันภายในประเทศ (สโมสร) ซึ่งแบ่งย่อยได้อีกเป็นฟุตบอลลีกกับฟุตบอลถ้วย กับการแข่งขันระหว่างประเทศ (สโมสร, ทีมชาติ) โดยปฎิทินการแข่งขันฟุตบอลระหว่างประเทศสำหรับทีมชาติได้ถูกกำหนดไว้นานแล้วทั้ง อาเซียนคัพรอบคัดเลือก (ต่อเนื่องมาจากปี 2552) ฟุตบอลในกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ แล้วปิดท้ายด้วยฟุตบอลอาเซียนคัพ
เมื่อเงื่อนไขเวลาเป็นแบบนี้การแข่งขันภายในประเทศก็จำเป็นต้องวางแผนให้สอดรับกันครับ ตามหลักสากลแล้วต้องเผื่อเวลาให้ทีมชาติได้มีการเก็บตัวฝึกซ้อมร่วมกันระยะหนึ่งก่อนเริ่มการแข่งขันแต่ละรายการ ซึ่งจากรูปข้างล่างจะเห็นว่าตารางการแข่งขันตอนแรกก็สอดรับกันดีระหว่างฟุตบอลภายในประเทศและฟุตบอลระหว่างประเทศ มีเวลาให้ทีมชาติเตรียมตัวพอสมควร

แต่ชีวิตไม่ง่ายเสมอไปเพราะตารางการแข่งขันที่เตรียมไว้ต้องมีการเปลี่ยนแปลง (ครั้งแรก) เนื่องจากเหตุการณ์ทางการเมืองเมื่อช่วงต้น-กลางปี ทำให้การแข่งขันเกมส์แรกๆของฟุตบอลลีก (Thai Premier League) ต้องเลื่อนออกไปจากกำหนดการเดิม …
ในมุมมอง Project Management เจ้า Issue นี้มีผลกระทบทำให้ Timeline (Schedule) ต้องเลื่อนออกไปส่งผลให้ Buffer ที่เตรียมไว้สำหรับทีมชาติก็ลดลงไป
เคราะห์ซ้ำกรรมซัดฟ้าฝนไม่เป็นใจ หน้าฝนปีนี้ ฝนตกหนักมากๆ น้ำท่วมหลายจังหวัดหลายสนามทำให้การแข่งขันบางเกมส์ของฟุตบอลลีกและฟุตบอลถ้วย (FA Cup) ต้องเลื่อนไป …
ในมุมมอง Project Management เจ้านี่ก็เหมือนกัน ทำให้ Timeline (Schedule) เลื่อนออกไป Buffer ที่มีน้อยอยู่แล้วยิ่งน้อยลงไปครับ ความเสี่ยงเกิดขึ้นเต็มๆเลยตรงนี้ ความเสี่ยงที่จะทำให้ทีมชาติมีเวลาเตรียมตัวไม่ทัน

ยังครับ ความมันส์ยังไม่หมด ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอีกครั้งกับตารางการแข่งขันเมื่อมีการเพิ่มฟุตบอลถ้วยรายการ Toyota League Cup เข้ามากลางฤดูกาลแข่งขัน!!! จะว่ากลางก็ไม่ใช่นะ ออกจะค่อนมาทางปลายฤดูกาลแล้วด้วยซ้ำ …
ในมุมมอง Project Management เหมือนเป็นการเพิ่ม Requirement ใหญ่เข้ามาตอนใกล้ๆจะถึงเส้นตายของ Project เลยหละ ตรงนี้ก็ต้องกลับมามองที่หลักการพื้นฐานของ Project Management หละครับว่า ถ้า Scope เพิ่มเราก็ต้องปรับเปลี่ยน Schedule กับ Resource ให้เหมาะสม
เข้าใจว่าผู้มีอำนาจในการตัดสินใจคงมองเห็นอยู่ว่า Schedule มันเกือบจะตายตัวแล้วหละเพราะมีการแข่งขันของทีมชาติขวางทางอยู่ถึงสองรายการ แต่ก็เอาเถอะไปบีบ Buffer ที่เหลือเอาแล้วกัน ทีมชาติไม่ต้องเตรียมทีมมากก็ได้ (เค้าคงคิดกันแบบนี้)
สำหรับ Resource (นักฟุตบอล) เราจะเพิ่มยังไงดีหละ? อืม เอาแบบนี้แล้วกันเมื่อเพิ่มคนไม่ได้ก็เพิ่มชั่วโมงทำงานเข้าไป บีบโปรแกรมการแข่งขันเข้ามาให้ติดกันเลยดีกว่า จากเคยเตะสัปดาห์ละหนึ่งนัดก็เพิ่มเข้าไปเป็นสอง หวังว่าการแข่งขันทั้งจะได้จบเร็วๆ (เค้าคงคิดกันแบบนี้)
ถ้ามองผู้มีอำนาจตัดสินใจเป็น Project Manager หรือใหญ่กว่านั้นให้เป็น Project Sponsor เลยอะ ผมว่าเค้าทำผิดพลาดครั้งใหญ่เลยนะครับที่เพิ่มถ้วย Toyota League Cup เข้ามาเพราะมันส่งผลกระทบต่อทีมชาติอย่างมากครับ หนึ่ง Schedule ที่แน่นอยู่แล้วเพราะปัญหาการเมืองและฟ้าฝนยิ่งแน่นไปกันใหญ่จนการแข่งขันภายในประเทศไปกินเวลาเตรียมตัวในสำหรับทีมชาติ หลักฐานมีอยู่ว่าทีมชาติไทยมีเวลา 1 วันในการเตรียมตัวไปแข่งขันรายการฟุตบอลอาเซียนซูซูกิคัพ ย้ำนะครับว่า 1 วัน
แล้วการที่มี Requirement ใหญ่ที่เพิ่มเข้ามาก็ส่งผลกระทบต่อ Resource อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะการแข่งขันมากขึ้น นักฟุตบอลก็ต้องเหนื่อยต้องล้ามากขึ้นตามไปด้วยอยู่แล้ว ผมขอยกตัวอย่างสโมสรเมืองทอง ยูไนเต็ดแล้วกันครับ เลือกทีมนี้เพราะเป็นทีมแชมป์ไทยพรีเมียร์ลีก รองแชมป์ฟุตบอล FA Cup แล้วก็เข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลระหว่างประเทศ รวมๆแล้วเมืองทอง ยูไนเต็ดมีเกมส์ต้องเล่นทั้งหมดร่วมๆ 50 นัดเลยครับ ผมเองเตะบอลเล่นๆกับเพื่อนแค่ 2 ชั่วโมง (สนามเล็กนิดเดียว) เมื่อย-ล้าไปสามวันครับ ฮ่าๆ นึกสภาพคนที่ต้องเตะฟุตบอลอย่างจริงจัง 50 นัดในช่วงเวลา 7-8 เดือนจะเหนื่อยล้าขนาดไหน
สองข้อแรกโทษเรื่องการเมือง โทษฟ้าโทษฝนก็ว่ากันไปครับ แต่ “Change” ที่เกิดขึ้นครั้งนี้โทษใครดีหว่า? ทีผมมองว่า Requirement Management ล้มเหลวเพราะว่าก็เห็นๆอยู่นี่ครับว่าปัญหาสองข้อแรกทำให้ Project มีความเสี่ยงสูงอยู่แล้ว ทำไมถึงยังจะเอา Requirement เข้ามาเพิ่มอีกหละ? มันเลื่อนไปก่อนไม่ได้เลยหรอ Requirement นี้เนี่ยะ? สงสัยจัง
สาเหตุที่ 2: Risk Management ที่ล้มเหลว
ข้อนี้คงกล่าวรวมๆครับว่าเรามีการบริหารจัดการความเสี่ยงไม่ดีพอ ตัวอย่างเช่น
ความแตกต่างของคู่แข่ง
การแข่งขันแต่ละรายการก็มีทีมคู่แข่งที่ไม่เหมือนกัน เปรียบเสมือนกับความแตกต่างของตัวแปรสำหรับแต่ละ Project (Project Characteristics) เราจะอนุมานไปเองว่าการเตรียมตัวแบบเดียวจะเหมาะสมกับทุกสถานการณ์ไม่ได้ครับ เช่น Project นี้ต้องพัฒนา Web Application เสร็จแล้วต้องต่อด้วยเขียน Application สำหรับ iPhone ถ้าอยากได้ผลลัพธ์ที่ดีเราต้องมีการวางแผนการเตรียมตัวให้ดีครับ ทั้งเรื่องคน เรื่องเทคนิค เรื่องเวลา
ดูเหมือนว่าทีมฟุตบอลของเราจะขาดตรงนี้อยู่นะ ดูได้จากการเลือกทีมที่จะมาเล่นเกมส์อุ่นเครื่องกับเราครับ ข้อนี้เป็นเสียงบ่นจากแฟนบอลพันธุ์แท้เลยว่า เลือกมาแต่ละทีมเหมือนไม่ได้ประโยชน์เท่าไร เช่น เกมส์ระหว่างทีมชาติไทยกับสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้จากประเทศอังกฤษ … อุ่นทำไมครับเนี่ยะ? ปีนี้เราไม่มีการแข่งขันไหนที่ต้องเล่นกับทีมที่มีสไตล์ยุโรปแบบนี้เลยนะ ทั้งเอเชี่ยนเกมส์ ทั้งอาเซียนซูซูกิคัพก็มีแต่ทีมแถวๆนี้ทั้งนั้น
ความเข้าใจในคู่แข่ง
ในมุมมอง Project Management แล้วการเข้าใจในคู่แข่งของทีมฟุตบอลน่าจะเปรียบเสมือนความเข้าใจในคู่แข่งทางธุรกิจซึ่งก็คือองค์กรหรือบริษัทที่อยู่ในตลาดเดียวกับเรา มีกลุ่มลูกค้าและลักษณะสินค้าคล้ายกับเรา ความเข้าใจในปัจจัยนี้มีส่วนสำคัญอย่างมากกับองค์กรของเราครับ ไม่ใช่แค่ Project นะแต่เป็นความอยู่รอดขององค์กรเลยหละ ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? เอาง่ายๆ ถ้าวัตถุประสงค์ของ Project เราคือผลิตสินค้าตัวใหม่ออกมา แต่ในช่วงนั้นเราหลับหูหลับตาทำงานโดยไม่สนใจโลกภายนอก ไม่รู้ว่าตอนนี้ลูกค้าชอบอะไร คู่แข่งกำลังจะนำเสนออะไรบ้าง สุดท้ายเราผลิตสินค้าออกมาได้ตามสเปคเป๊ะ ตรงเวลาและใช้เงินไม่เกินงบประมาณ … Project ประสบความสำเร็จ แต่ขายไม่ออก … บริษัทเสียหายใหญ่หลวง แบบนี้ไม่ดีแน่ๆ
“รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง” ประโยคนี้ยังใช้ได้อยู่เสมอทุกคนก็รู้ แต่เหมือนครั้งนี้จะถูกลืมไป การศึกษาความเคลื่อนไหวความเป็นไปของคู่แข่งไม่ดีเท่าไรนะครับ ยกตัวอย่างเช่น เกมส์ที่เราต้องไล่ตีเสมอบ้านพี่เมืองน้องอย่างลาว 2 ต่อ 2 ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ (เสมอลาวครั้งแรกในรอบ 40 กว่าปี … คือที่ผ่านมาชนะตลอดนะครับ ฮ่าๆ) ผมฟังวิทยุแล้วผู้สื่อข่าวรายงานว่า “รู้มั้ยว่าลาวเค้าก็มาเก็บตัวเตรียมทีมในบ้านเรานี่แหละ มีเกมส์อุ่นเครื่องกับสโมสรปราจีนบุรีด้วย แต่ไม่เห็นมีทีมงานของเรามาสังเกตการณ์เก็บข้อมูลเลย”? อืม … ก็ชัดเจนพอสมควรครับว่าเรายังขาดตรงนี้อยู่ เอ๊ะ หรือว่าเราคิดว่ากับลาวยังไงก็ชนะได้อยู่แล้ว ไม่ต้องเสียเวลาไปสนใจหรอก … ประมาทนะเนี่ยะ แล้วเป็นไงหละ
เอาแค่นี้ก่อนแล้วกัน … ไม่อยากจะพูดถึงเรื่องวิสัยทัศน์ของผู้มีอำนาจซักเท่าไร เรื่องมันยาวอะครับ
สมมติฐานของผม
ในฐานะแฟนบอล ทั้งหมดที่เขียนมาผมตั้งสมมติฐานไว้ว่า “วัตถุประสงค์สูงสุดของสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยคือสร้างความสำเร็จและเกียรติประวัติให้เกิดกับทีมฟุตบอลทีมชาติไทย” เมื่อทีมชาติล้มเหลวก็เหมือนทุกอย่างที่ทำมาล้มเหลว
แต่ในความเป็นจริงผมก็ไม่แน่ใจว่าในมุมมองของสมาคมแล้วตั้งวัตถุประสงค์สูงสุดไว้ว่าอย่างไร? อืม … ถ้าต้องการความมั่งคั่ง ปริมาณเงินหมุนเวียนในสมาคม หรือสร้างความพึงพอใจแก่สโมสรสมาชิกทั้งหลาย โดยให้ความสำคัญกับทีมชาติทีหลัง ทั้งหมดที่ทำมาก็ดูว่าไม่ผิดนะ ทั้งเพิ่มรายการแข่งขันเข้ามาระหว่างฤดูกาล (Toyota League Cup) จัดเกมส์อุ่นเครื่องที่ดูแล้วแปลกๆอยู่ หรือนโยบายใหม่ที่จะเพิ่มจำนวนทีมในลีกสูงสุดจาก 16 เป็น 18 ทีม … แต่สำหรับผมที่เป็นแฟนบอลนั้น ผมว่าไม่เข้าท่าเลยนะ ฮ่าๆๆ
สมมติฐานอีกข้อของผมคือ “ปัญหานี้ยากที่จะเยียวยา” ถ้าเพื่อนๆได้ติดตามข่าวเรื่องนี้มาก็คงพอจะเห็นว่าปัญหาที่สำคัญที่สุดเลยคือ “ทัศนคติในการทำงาน” อืม … ไม่รู้สินะ ผมรู้สึกว่าคนวงในเค้าไม่รู้สึกว่าตัวเองทำอะไรผิดพลาดอะครับ อันนี้แหละปัญหาใหญ่ที่จะทำให้ไม่เกิดการพัฒนา ก็ในเมื่อคนทำงานคิดว่าทำดีแล้วถูกแล้ว ความคิดที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอะไรก็ไม่มีหรอกครับ นี่แหละอันตราย
ขอทิ้งท้ายด้วยคุณสมบัติที่จำเป็นหนึ่งอย่างของ Project Manager ทีดีครับ เค้าคนนั้นต้องเชื่อมั่นในการปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง (Continuous Improvement) ไม่มีงานไหนที่สมบูรณ์แบบหรอก ไม่มีเด็ดขาดครับ เชื่อเถอะว่ามันต้องมีพื้นที่มีแนวทางให้เราปรับปรุงสิ่งต่างๆในงานของเราให้ดียิ่งขึ้นได้ตลอดเวลา เพียงแค่เราเปิดใจ ไม่หลงตัวเอง และเสียสละเวลาที่จะมองหามันให้เจอครับ
ขอบคุณที่ติดตามผลงานครับ