กาตาร์กับฟุตบอลโลกปี 2022

Posted by kannique On December - 26 - 2010ADD COMMENTS
1 Star2 Stars3 Stars (No Ratings Yet)
Loading ... Loading ...

กาตาร์กับฟุตบอลโลกปี 2022

ได้แรงบันดาลใจจาก archthai.com ครับ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกปี 2022 ของกาตาร์ ดูวิดีโอก่อนแล้วค่อยอ่านเนื้อหาข้างล่างนะครับ



สำหรับคนที่ยังไม่ทราบข่าว กาตาร์ได้รับเลือกจาก FIFA ให้เป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกปี 2022 โดยเอาชนะประเทศที่มีชื่อเสียงเป็นที่คุ้นหูมากกว่าอย่างออสเตรเลีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ แล้วก็สหรัฐอเมริกา … สุดๆไปเลย


สำหรับผมวิดีโอนี้เป็นหลักฐานอย่างชัดเจนที่บอกเราว่า “วิสัยทัศน์และความกล้า” สำคัญมากครับ มีประโยคหนึ่งใน Presentation ของกาตาร์บอกไว้ว่า

… the more important is to ‘dream’ … to make history …

จริงมากๆครับ กล้าที่จะฝัน กล้าที่จะทำ แล้วก็ทำอย่างมีวิสัยทัศน์ ดูอย่างสนามที่จะใช้ในฟุตบอลโลก 2022 สิครับ

  • ทุกสนามมีเรื่องราว ที่มาที่ไป บ่งบอกให้เห็นทั้งศิลปะ วัฒนธรรมและความเจริญก้าวหน้าของประเทศ
  • เดินทางมาสนามด้วยเรือ (Water Taxi)
  • มีสนามที่อัฒจรรย์ชั้นบนถอดประกอบเป็นสนามใหม่ได้ซึ่งกาตาร์มีโครงการจะบริจาคให้ประเทศด้อยพัฒนาอื่นๆ
  • มีสนามที่ปรับเปลี่ยนไปใช้เป็นสถานที่จัดงานอื่นๆได้ เช่น การประชุม นิทรรศการ หรือคอนเสิร์ต
  • ไม่ต้องกลัวร้อนเพราะการ์ต้าจะใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า “Zero Carbon Cooling” ทำให้สนามแข่งขันและสนามฝึกซ้อมเย็นลง
  • สุดท้ายคือการนำเสนออย่างสุดยอด (มากๆ) ผ่านทาง Presentation และทีมงาน … ผมดูของประเทศอื่นแล้วงั้นๆไปเลยครับ

การสร้างสนามกีฬาก็ถือเป็น Project นะซึ่งกว่าจะถึงวันนั้นหวังว่าจะมีข้อมูลเกี่ยวกับ Project Management มาให้เราติดตามกันครับ (หวังว่าจะมีคนอ่านไปอีกอย่างน้อย 12 ปีครับ ฮ่าๆ)


สรุปว่าบทความนี้ไม่เกี่ยวกับ Project Management ซักเท่าไร แค่อยากเอาอะไรสวยงามและน่าหลงใหลมาให้เพื่อนๆดูกันครับ :D


ปล. ขอบคุณคุณ Tanakorn สำหรับบทความที่ archthai.com
ครับ

วิกฤตฟุตบอลไทยในมุมมอง Project Management

Posted by kannique On December - 19 - 20104 COMMENTS
1 Star2 Stars3 Stars (1 votes, average: 3.00 out of 3)
Loading ... Loading ...

ขอเกาะกระแสนิดนึงนะครับกับความล้มเหลว (อย่างต่อเนื่อง) ของฟุตบอลชายทีมชาติไทย ไม่ได้มีเจตนาจะจับผิดหรือหาคนรับผิดชอบหรอกนะ ผมแค่มองเหตุการณ์แล้วเห็นความเชื่อมโยงมาหาหลักการของ Project Management ในบางมุมครับ


ผลลัพธ์

ไม่ขอย้อนไปไกลดีกว่า เอาแค่ผลงานการแข่งขันของทีมชาติไทยในปี พ.ศ. 2552-2553 นี้ก็พอ (ย้อนมากจะยิ่งช้ำใจ) การแข่งขันอย่างเป็นทางการ 3 รายการหลังสุดที่ทีมชาติไทยเข้าร่วมก็มีรอบคัดเลือกฟุตบอลเอเชี่ยนคัพ (ฟุตบอลชิงแชมป์ทวีปเอเชีย), รอบสุดท้ายฟุตบอลเอเชี่ยนเกมส์, และฟุตบอลอาเซียนซูซูกิคัพ (ฟุตบอลชิงแชมป์ชาติอาเซียน) ตามลำดับครับ ผลการแข่งขันที่ออกมามีดังนี้


Result01


จากรูปสรุปได้ว่า ตกรอบคัดเลือกฟุตบอลเอเชี่ยนคัพ ตกรอบสิบหกทีมสุดท้ายเอเชี่ยนเกมส์ และตกรอบฟุตบอลอาเซียนซูซูกิคัพ … จากแต่ก่อนที่เคยเป็นเจ้าอาเซียน ผูกขาดแชมป์ซีเกมส์มาหลายสมัย มีลุ้นแชมป์อาเซียนคัพ เข้ารอบเอเชี่ยนคัพ (ฟุตบอลชิงแชมป์ทวีปเอเชีย) อย่างต่อเนื่อง กลับกลายมาเป็นทีมที่ทำผลงานได้แบบนี้ คงต้องบอกว่า “ล้มเหลว” หละครับ (ไม่รู้จะมองมุมอื่นได้ยังไง)


สาเหตุที่1: Requirement Management ที่ล้มเหลว

ทั่วไปแล้วการแข่งขันฟุตบอลก็แบ่งเป็นสองกลุ่มใหญ่คือหนึ่งการแข่งขันภายในประเทศ (สโมสร) ซึ่งแบ่งย่อยได้อีกเป็นฟุตบอลลีกกับฟุตบอลถ้วย กับการแข่งขันระหว่างประเทศ (สโมสร, ทีมชาติ) โดยปฎิทินการแข่งขันฟุตบอลระหว่างประเทศสำหรับทีมชาติได้ถูกกำหนดไว้นานแล้วทั้ง อาเซียนคัพรอบคัดเลือก (ต่อเนื่องมาจากปี 2552) ฟุตบอลในกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ แล้วปิดท้ายด้วยฟุตบอลอาเซียนคัพ


เมื่อเงื่อนไขเวลาเป็นแบบนี้การแข่งขันภายในประเทศก็จำเป็นต้องวางแผนให้สอดรับกันครับ ตามหลักสากลแล้วต้องเผื่อเวลาให้ทีมชาติได้มีการเก็บตัวฝึกซ้อมร่วมกันระยะหนึ่งก่อนเริ่มการแข่งขันแต่ละรายการ ซึ่งจากรูปข้างล่างจะเห็นว่าตารางการแข่งขันตอนแรกก็สอดรับกันดีระหว่างฟุตบอลภายในประเทศและฟุตบอลระหว่างประเทศ มีเวลาให้ทีมชาติเตรียมตัวพอสมควร


Schedule_Before


แต่ชีวิตไม่ง่ายเสมอไปเพราะตารางการแข่งขันที่เตรียมไว้ต้องมีการเปลี่ยนแปลง (ครั้งแรก) เนื่องจากเหตุการณ์ทางการเมืองเมื่อช่วงต้น-กลางปี ทำให้การแข่งขันเกมส์แรกๆของฟุตบอลลีก (Thai Premier League) ต้องเลื่อนออกไปจากกำหนดการเดิม …


ในมุมมอง Project Management เจ้า Issue นี้มีผลกระทบทำให้ Timeline (Schedule) ต้องเลื่อนออกไปส่งผลให้ Buffer ที่เตรียมไว้สำหรับทีมชาติก็ลดลงไป


เคราะห์ซ้ำกรรมซัดฟ้าฝนไม่เป็นใจ หน้าฝนปีนี้ ฝนตกหนักมากๆ น้ำท่วมหลายจังหวัดหลายสนามทำให้การแข่งขันบางเกมส์ของฟุตบอลลีกและฟุตบอลถ้วย (FA Cup) ต้องเลื่อนไป …


ในมุมมอง Project Management เจ้านี่ก็เหมือนกัน ทำให้ Timeline (Schedule) เลื่อนออกไป Buffer ที่มีน้อยอยู่แล้วยิ่งน้อยลงไปครับ ความเสี่ยงเกิดขึ้นเต็มๆเลยตรงนี้ ความเสี่ยงที่จะทำให้ทีมชาติมีเวลาเตรียมตัวไม่ทัน


Schedule_After


ยังครับ ความมันส์ยังไม่หมด ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอีกครั้งกับตารางการแข่งขันเมื่อมีการเพิ่มฟุตบอลถ้วยรายการ Toyota League Cup เข้ามากลางฤดูกาลแข่งขัน!!! จะว่ากลางก็ไม่ใช่นะ ออกจะค่อนมาทางปลายฤดูกาลแล้วด้วยซ้ำ …


ในมุมมอง Project Management เหมือนเป็นการเพิ่ม Requirement ใหญ่เข้ามาตอนใกล้ๆจะถึงเส้นตายของ Project เลยหละ ตรงนี้ก็ต้องกลับมามองที่หลักการพื้นฐานของ Project Management หละครับว่า ถ้า Scope เพิ่มเราก็ต้องปรับเปลี่ยน Schedule กับ Resource ให้เหมาะสม


เข้าใจว่าผู้มีอำนาจในการตัดสินใจคงมองเห็นอยู่ว่า Schedule มันเกือบจะตายตัวแล้วหละเพราะมีการแข่งขันของทีมชาติขวางทางอยู่ถึงสองรายการ แต่ก็เอาเถอะไปบีบ Buffer ที่เหลือเอาแล้วกัน ทีมชาติไม่ต้องเตรียมทีมมากก็ได้ (เค้าคงคิดกันแบบนี้)


สำหรับ Resource (นักฟุตบอล) เราจะเพิ่มยังไงดีหละ? อืม เอาแบบนี้แล้วกันเมื่อเพิ่มคนไม่ได้ก็เพิ่มชั่วโมงทำงานเข้าไป บีบโปรแกรมการแข่งขันเข้ามาให้ติดกันเลยดีกว่า จากเคยเตะสัปดาห์ละหนึ่งนัดก็เพิ่มเข้าไปเป็นสอง หวังว่าการแข่งขันทั้งจะได้จบเร็วๆ (เค้าคงคิดกันแบบนี้)


ถ้ามองผู้มีอำนาจตัดสินใจเป็น Project Manager หรือใหญ่กว่านั้นให้เป็น Project Sponsor เลยอะ ผมว่าเค้าทำผิดพลาดครั้งใหญ่เลยนะครับที่เพิ่มถ้วย Toyota League Cup เข้ามาเพราะมันส่งผลกระทบต่อทีมชาติอย่างมากครับ หนึ่ง Schedule ที่แน่นอยู่แล้วเพราะปัญหาการเมืองและฟ้าฝนยิ่งแน่นไปกันใหญ่จนการแข่งขันภายในประเทศไปกินเวลาเตรียมตัวในสำหรับทีมชาติ หลักฐานมีอยู่ว่าทีมชาติไทยมีเวลา 1 วันในการเตรียมตัวไปแข่งขันรายการฟุตบอลอาเซียนซูซูกิคัพ ย้ำนะครับว่า 1 วัน


แล้วการที่มี Requirement ใหญ่ที่เพิ่มเข้ามาก็ส่งผลกระทบต่อ Resource อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะการแข่งขันมากขึ้น นักฟุตบอลก็ต้องเหนื่อยต้องล้ามากขึ้นตามไปด้วยอยู่แล้ว ผมขอยกตัวอย่างสโมสรเมืองทอง ยูไนเต็ดแล้วกันครับ เลือกทีมนี้เพราะเป็นทีมแชมป์ไทยพรีเมียร์ลีก รองแชมป์ฟุตบอล FA Cup แล้วก็เข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลระหว่างประเทศ รวมๆแล้วเมืองทอง ยูไนเต็ดมีเกมส์ต้องเล่นทั้งหมดร่วมๆ 50 นัดเลยครับ ผมเองเตะบอลเล่นๆกับเพื่อนแค่ 2 ชั่วโมง (สนามเล็กนิดเดียว) เมื่อย-ล้าไปสามวันครับ ฮ่าๆ นึกสภาพคนที่ต้องเตะฟุตบอลอย่างจริงจัง 50 นัดในช่วงเวลา 7-8 เดือนจะเหนื่อยล้าขนาดไหน


สองข้อแรกโทษเรื่องการเมือง โทษฟ้าโทษฝนก็ว่ากันไปครับ แต่ “Change” ที่เกิดขึ้นครั้งนี้โทษใครดีหว่า? ทีผมมองว่า Requirement Management ล้มเหลวเพราะว่าก็เห็นๆอยู่นี่ครับว่าปัญหาสองข้อแรกทำให้ Project มีความเสี่ยงสูงอยู่แล้ว ทำไมถึงยังจะเอา Requirement เข้ามาเพิ่มอีกหละ? มันเลื่อนไปก่อนไม่ได้เลยหรอ Requirement นี้เนี่ยะ? สงสัยจัง


สาเหตุที่ 2: Risk Management ที่ล้มเหลว

ข้อนี้คงกล่าวรวมๆครับว่าเรามีการบริหารจัดการความเสี่ยงไม่ดีพอ ตัวอย่างเช่น

ความแตกต่างของคู่แข่ง

การแข่งขันแต่ละรายการก็มีทีมคู่แข่งที่ไม่เหมือนกัน เปรียบเสมือนกับความแตกต่างของตัวแปรสำหรับแต่ละ Project (Project Characteristics) เราจะอนุมานไปเองว่าการเตรียมตัวแบบเดียวจะเหมาะสมกับทุกสถานการณ์ไม่ได้ครับ เช่น Project นี้ต้องพัฒนา Web Application เสร็จแล้วต้องต่อด้วยเขียน Application สำหรับ iPhone ถ้าอยากได้ผลลัพธ์ที่ดีเราต้องมีการวางแผนการเตรียมตัวให้ดีครับ ทั้งเรื่องคน เรื่องเทคนิค เรื่องเวลา


ดูเหมือนว่าทีมฟุตบอลของเราจะขาดตรงนี้อยู่นะ ดูได้จากการเลือกทีมที่จะมาเล่นเกมส์อุ่นเครื่องกับเราครับ ข้อนี้เป็นเสียงบ่นจากแฟนบอลพันธุ์แท้เลยว่า เลือกมาแต่ละทีมเหมือนไม่ได้ประโยชน์เท่าไร เช่น เกมส์ระหว่างทีมชาติไทยกับสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้จากประเทศอังกฤษ … อุ่นทำไมครับเนี่ยะ? ปีนี้เราไม่มีการแข่งขันไหนที่ต้องเล่นกับทีมที่มีสไตล์ยุโรปแบบนี้เลยนะ ทั้งเอเชี่ยนเกมส์ ทั้งอาเซียนซูซูกิคัพก็มีแต่ทีมแถวๆนี้ทั้งนั้น


ความเข้าใจในคู่แข่ง

ในมุมมอง Project Management แล้วการเข้าใจในคู่แข่งของทีมฟุตบอลน่าจะเปรียบเสมือนความเข้าใจในคู่แข่งทางธุรกิจซึ่งก็คือองค์กรหรือบริษัทที่อยู่ในตลาดเดียวกับเรา มีกลุ่มลูกค้าและลักษณะสินค้าคล้ายกับเรา ความเข้าใจในปัจจัยนี้มีส่วนสำคัญอย่างมากกับองค์กรของเราครับ ไม่ใช่แค่ Project นะแต่เป็นความอยู่รอดขององค์กรเลยหละ ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? เอาง่ายๆ ถ้าวัตถุประสงค์ของ Project เราคือผลิตสินค้าตัวใหม่ออกมา แต่ในช่วงนั้นเราหลับหูหลับตาทำงานโดยไม่สนใจโลกภายนอก ไม่รู้ว่าตอนนี้ลูกค้าชอบอะไร คู่แข่งกำลังจะนำเสนออะไรบ้าง สุดท้ายเราผลิตสินค้าออกมาได้ตามสเปคเป๊ะ ตรงเวลาและใช้เงินไม่เกินงบประมาณ … Project ประสบความสำเร็จ แต่ขายไม่ออก … บริษัทเสียหายใหญ่หลวง แบบนี้ไม่ดีแน่ๆ


“รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง” ประโยคนี้ยังใช้ได้อยู่เสมอทุกคนก็รู้ แต่เหมือนครั้งนี้จะถูกลืมไป การศึกษาความเคลื่อนไหวความเป็นไปของคู่แข่งไม่ดีเท่าไรนะครับ ยกตัวอย่างเช่น เกมส์ที่เราต้องไล่ตีเสมอบ้านพี่เมืองน้องอย่างลาว 2 ต่อ 2 ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ (เสมอลาวครั้งแรกในรอบ 40 กว่าปี … คือที่ผ่านมาชนะตลอดนะครับ ฮ่าๆ) ผมฟังวิทยุแล้วผู้สื่อข่าวรายงานว่า “รู้มั้ยว่าลาวเค้าก็มาเก็บตัวเตรียมทีมในบ้านเรานี่แหละ มีเกมส์อุ่นเครื่องกับสโมสรปราจีนบุรีด้วย แต่ไม่เห็นมีทีมงานของเรามาสังเกตการณ์เก็บข้อมูลเลย”? อืม … ก็ชัดเจนพอสมควรครับว่าเรายังขาดตรงนี้อยู่ เอ๊ะ หรือว่าเราคิดว่ากับลาวยังไงก็ชนะได้อยู่แล้ว ไม่ต้องเสียเวลาไปสนใจหรอก … ประมาทนะเนี่ยะ แล้วเป็นไงหละ


เอาแค่นี้ก่อนแล้วกัน
… ไม่อยากจะพูดถึงเรื่องวิสัยทัศน์ของผู้มีอำนาจซักเท่าไร เรื่องมันยาวอะครับ

สมมติฐานของผม

ในฐานะแฟนบอล ทั้งหมดที่เขียนมาผมตั้งสมมติฐานไว้ว่า “วัตถุประสงค์สูงสุดของสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยคือสร้างความสำเร็จและเกียรติประวัติให้เกิดกับทีมฟุตบอลทีมชาติไทย” เมื่อทีมชาติล้มเหลวก็เหมือนทุกอย่างที่ทำมาล้มเหลว


แต่ในความเป็นจริงผมก็ไม่แน่ใจว่าในมุมมองของสมาคมแล้วตั้งวัตถุประสงค์สูงสุดไว้ว่าอย่างไร? อืม … ถ้าต้องการความมั่งคั่ง ปริมาณเงินหมุนเวียนในสมาคม หรือสร้างความพึงพอใจแก่สโมสรสมาชิกทั้งหลาย โดยให้ความสำคัญกับทีมชาติทีหลัง ทั้งหมดที่ทำมาก็ดูว่าไม่ผิดนะ ทั้งเพิ่มรายการแข่งขันเข้ามาระหว่างฤดูกาล (Toyota League Cup) จัดเกมส์อุ่นเครื่องที่ดูแล้วแปลกๆอยู่ หรือนโยบายใหม่ที่จะเพิ่มจำนวนทีมในลีกสูงสุดจาก 16 เป็น 18 ทีม … แต่สำหรับผมที่เป็นแฟนบอลนั้น ผมว่าไม่เข้าท่าเลยนะ ฮ่าๆๆ


สมมติฐานอีกข้อของผมคือ “ปัญหานี้ยากที่จะเยียวยา” ถ้าเพื่อนๆได้ติดตามข่าวเรื่องนี้มาก็คงพอจะเห็นว่าปัญหาที่สำคัญที่สุดเลยคือ “ทัศนคติในการทำงาน” อืม … ไม่รู้สินะ ผมรู้สึกว่าคนวงในเค้าไม่รู้สึกว่าตัวเองทำอะไรผิดพลาดอะครับ อันนี้แหละปัญหาใหญ่ที่จะทำให้ไม่เกิดการพัฒนา ก็ในเมื่อคนทำงานคิดว่าทำดีแล้วถูกแล้ว ความคิดที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอะไรก็ไม่มีหรอกครับ นี่แหละอันตราย


ขอทิ้งท้ายด้วยคุณสมบัติที่จำเป็นหนึ่งอย่างของ Project Manager ทีดีครับ เค้าคนนั้นต้องเชื่อมั่นในการปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง (Continuous Improvement) ไม่มีงานไหนที่สมบูรณ์แบบหรอก ไม่มีเด็ดขาดครับ เชื่อเถอะว่ามันต้องมีพื้นที่มีแนวทางให้เราปรับปรุงสิ่งต่างๆในงานของเราให้ดียิ่งขึ้นได้ตลอดเวลา เพียงแค่เราเปิดใจ ไม่หลงตัวเอง และเสียสละเวลาที่จะมองหามันให้เจอครับ


ขอบคุณที่ติดตามผลงานครับ :D


การทำงานและความเปลี่ยนแปลง

Posted by kannique On December - 6 - 20104 COMMENTS
1 Star2 Stars3 Stars (1 votes, average: 3.00 out of 3)
Loading ... Loading ...

If you?re losing a fight for your best people don?t blame economy, CEO, new competitor or anything else. It?s your fault in the first place.

~ Pawel Brodzinski


เหตุการณ์สมมติ

ความคิดที่แล่นอยู่ในสมองนักศึกษาปี 4 ส่วนใหญ่คือ ? จบแล้วจะทำงานอะไร บางคนรู้ตัวตั้งแต่แรกแล้วว่าอยากเห็นชีวิตเดินไปทางไหน การมองภาพอนาคตก็ไม่ใช่เรื่องที่ยากนัก (ยินดีด้วยกับคนกลุ่มนี้) แต่ส่วนใหญ่มองไม่เห็นหรอกว่าจริงๆแล้วชีวิตจะไปทางไหน จะทำงานอะไร ยิ่งรวมกับสภาพสังคมปัจจุบันที่ต้องแข่งขันแล้วด้วย นั่นก็เป็นความเครียดปนกดดันที่นักศึกษาปี 4 ต้องแบกรับ จนในที่สุดความคิดที่จะใช้เวลาเพื่อค้นหาตัวเอง ถามตัวเองอย่างจริงจังว่าอยากได้อะไร อยากทำอะไร อยากเป็นอะไรก็ถูกแทนที่ด้วยคำว่า ?เอาวะ งานอะไรก็ได้ทำไปก่อนแล้วกัน?


เราก็เหมือนคนทำงานส่วนใหญ่ที่พยายามเปิดใจเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ สภาพแวดล้อมใหม่ๆ ความรับผิดชอบแบบใหม่ๆ พยายามอย่างเต็มที่กับงานที่ได้รับมอบหมาย สุขบ้างทุกข์บ้างก็ว่ากันไป จนถึงจุดหนึ่งซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญครั้งแรกเมื่อเรามีเวลากลับมานั่งนิ่งๆ ก้มมองตัวเองแล้วถามว่า ?เราทำอะไรอยู่ นี่คือสิ่งที่เราต้องการใช่มั้ย?? ช่วงเวลานี้บางคนมาเร็วบางคนมาช้าแตกต่างกันไป (แต่เชื่อเถอะว่ามันต้องมาถึงซักวัน) ถ้าตอบว่าใช่ นี่แหละใช่เลย กำลังใจก็มาเพียบ เรามีแรงทำงานต่อไป (หยุดอ่านบทความนี้ได้)


แต่ถ้าตอบว่าไม่ใช่ ไม่ใช่เลยหละ เราหดหู่ใช่มั้ย เบื่องานนี้มากเลย คืนวันอาทิตย์มันช่างทรมานอะไรเช่นนี้ ? ถ้าคำตอบเป็นแบบนี้หละเราจะทำยังไง อยากอยู่ในสถานะที่เมื่อไรเบื่อก็เดินไปบอกหัวหน้าว่า ?เบื่องานครับ ขอลาออก? จริงๆ แต่ก็รู้กันอยู่ว่ามันไม่ใช่ ภาระที่มี ความรับผิดชอบที่มีคือสิ่งที่ทำให้เราต้องทนต่อไปใช่มั้ย? อืม ?


ตอนนี้จันทร์ ? ศุกร์ 9.00 ? 18.00 คือความน่าเบื่อเห็นอะไรขวางหูขวางตาไปหมด ทำไมหัวหน้าชอบเอางานแบบนี้มาให้ทำอยู่เรื่อย ก็บอกไปแล้วว่าไม่ถนัด ดีแต่ว่าส่งๆมาจะสอนให้ซักหน่อยว่าทำยังไงก็ไม่มี ถามอะไรก็ไม่ได้ ไม่ว่างบ้างหละ ตอบผิดตอบถูกบ้างหละ (ไม่รู้มาเป็นหัวหน้าได้ยังไง) แถมพอทำเสร็จด้วยความยากลำบาก กลับบ้านดึกดื่น เสาร์-อาทิตย์ไม่ได้พักผ่อน กลับเอาไปเป็นผลงานตัวเองซะงั้น เชื่อเค้าเลย ? เราพยายามแล้วที่จะอดทนนะแต่มันก็ไม่ไหวแล้วจริงๆ และนี่คือจุดเปลี่ยนที่สองเมื่อเราตัดสินใจที่จะหาทางออกอย่างจริงจังให้กับตัวเอง


แล้วเราควรทำยังไงดี? อยู่ที่นี่เพื่อนก็ดี สภาพแวดล้อมอื่นๆก็ดีหมดเลย เสียที่เรื่องงานนี่แหละ ต้องถือว่าเราโชคดีหน่อยที่มองเห็นโอกาสโยกย้ายในบริษัท เอาหละ ไม่รู้หรอกว่าย้ายไปแล้วจะดีมั้ย แต่ก็ยอมไปตายเอาดาบหน้า ทั้งๆที่เพื่อนเราเคยบอกไว้ว่าถ้านี่เป็นความพยายามครั้งแรก ? ไม่สำเร็จหรอก (ฟันธง) แต่เราก็มีความหวังนะ รวบรวมความกล้าแล้วเดินไปคุยกับหัวหน้าตรงๆว่า ?อยากไปทำงานนั้นครับ? สิ่งที่ได้รับคือเหตุผลร้อยแปดที่บอกว่าเรายังไม่พร้อม คุณวุฒิและวัยวุฒิยังไม่ถึง ต้องเก็บประสบการณ์อีกเยอะ แล้วค่อยมาคุยกันใหม่ … ถึงจะทำใจมาแล้วแต่ก็ห้ามความรู้สึกผิดหวังไม่อยู่ ไม่รู้ซิ เรารู้สึกว่านับจากวินาทีนี้ เริ่มต้นนับถอยหลังกับการทำงานที่นี่ได้เลย


เมื่อกลับมาอยู่กับงานเดิมๆ สภาพเดิมๆ รับรองได้ว่าไม่อะไรเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นหรอก (ทำใจได้เลย) ถ้ามันจะดีขึ้นจริง มันดีไปนานแล้ว ยากที่คำพูดของพนักงานตัวเล็กๆคนนึงจะสร้างผลอะไรได้ในพริบตา ในเมื่อไปไหนไม่รอดเราก็ต้องทนต่อไปใช่มั้ย?


ผ่านวันเป็นเดือน ผ่านเดือนเป็นปี เราเฝ้าคอยด้วยความอดทน พยายามพัฒนาตัวเองอยู่ตลอด จนถึงวันนึงที่จุดที่ความเซ็งเรื่องงานและความรู้สึกว่าตัวเองพร้อมแล้วมาบรรจบกัน และนั่นเป็นวันที่เราขอเปิดประเด็นเรื่องนี้อีกครั้ง คำตอบก็ยังเหมือนเดิมนะ (ก็เตรียมใจไว้แล้วส่วนหนึ่ง) เรายังไม่พร้อม ต้องเก็บเลเวลอีกหน่อย ตอนนี้เราจะเริ่มรู้สึกว่าเวลาของเรากับที่นี่ใกล้หมดเต็มทนแล้ว รู้สึกแล้วว่าเราต้องมองหาโอกาสอื่น ? จากที่อื่น


ทั้งๆที่ใจรักบริษัทนะแต่ตอนนี้เหมือนว่าเราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากไป เริ่มต้นชีวิตการทำงานใหม่ กับสภาพแวดล้อมใหม่ บริษัทใหม่ ทำไม ทำไมนะ จริงๆแล้วเราพร้อมที่จะใช้ความรู้ความสามารถที่มีช่วยพัฒนาบริษัทเดิมให้ดีขึ้น แค่ขอย้ายไปทำงานที่เราคิดว่าเราถนัดกว่าและสร้างประโยชน์ให้บริษัทมากกว่าทำงานแบบเดิม ตำแหน่งเดิม


ทำไมเค้าไม่คิดบ้างว่าการที่ยอมให้เราไปทำงานตำแหน่งใหม่ เค้าจะได้ประโยชน์สองทางเลยนะ หนึ่งเราได้ใช้ความรู้และความถนัดทำงานชิ้นใหม่ สองเราก็ยังไม่ไปไหนความรู้ประสบการณ์ในงานเก่าก็อยู่กับเรา เราช่วยสอนงานให้คนใหม่ที่มาแทนเราก็ได้ มีอะไรสงสัยตรงไหนก็มาถามได้ตลอดเวลาเลย ยินดีด้วยซ้ำ ? แปลกดีที่ไม่ยอมให้เราย้ายแล้วไปเลือกใครจากไหนก็ไม่รู้มารับงานนี้ ประสบการณ์กับบริษัท กับงาน กับลูกค้าก็ไม่มี กว่าจะทำงานได้เต็มที่ไม่รู้ต้องใช้เวลาเรียนรู้ตั้งเท่าไร ? แปลกดี


เรื่องจริงที่เป็น

เพื่อนๆคิดว่าเหตุการณ์ต่อไปจะเป็นยังไง? ผมว่า ?เรา? ลาออกครับ อาจจะด้วยอารมณ์ผสมเหตุผล แต่อะไรที่มีน้ำหนักมากกว่ากัน ผมว่าพอๆกันนะ อารมณ์เซ็งมันสะสมมานานด้วยหละครับ เหมือนว่าที่พูดออกไปไม่มีประโยชน์อะไรเลย (ออกแนวงอนตุ๊บป่อง)


ส่วนตัวแล้วผมคิดว่าคนที่กล้าพูดกล้าแบ่งปังความคิดเห็นเกี่ยวกับงานให้หัวหน้าฟังคือคนที่มีใจรักและมีความผูกพันกับบริษัทนะ คล้ายๆว่าไม่รักไม่พูด ไม่รักไม่บ่นอะไรประมาณนี้ ด้วยหวังว่าหัวหน้าจะรับฟังและใส่ใจซักหน่อย ผมคิดต่อไปอีกว่าเหตุผลหลักที่ทำให้ไม่มีความสุขในการทำงานของคนกลุ่มนี้ไม่เกี่ยวกับเรื่องเงินเลยด้วย แค่อยากให้หัวหน้ารู้ว่า

  • งานที่ทำอยู่ไม่เหมาะกับตัวเอง
  • ไม่มีใครมาใส่ใจช่วยสอนการทำงานให้
  • มองไม่เห็นโอกาสก้าวหน้าในหน้าที่การงาน
  • ทำงานเท่าไหรก็ไม่มีใครเห็นคุณค่า
  • เวลางานมาเบียดเบียนเวลาส่วนตัวมากเกินไป
  • หมดความเชื่อมั่นศรัทธาในตัวหัวหน้า (อันนี้ต้องกล้าจริงๆนะเนี่ยะ 55)

สำหรับหัวหน้าแล้ว ถ้ามีลูกน้องมาคุยด้วยเรื่องนี้ต้องถือว่าเป็นเรื่องดีนะครับ อย่างน้อยก็ได้รู้ว่าเค้าคิดอย่างไร ต้องการอะไร และเป็นหน้าที่สำคัญของหัวหน้าต้องรับฟัง ให้คำแนะนำและหาทางสนับสนุนให้ลูกน้องได้มีโอกาสก้าวหน้าและใช้ความสามารถที่มีให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งตรงนี้จะเป็นจริงได้ผมมั่นใจว่าต้องมาจากการที่เค้าได้ทำงานในตำแหน่งและลักษณะงานที่เค้าชอบและถนัด


ความเบื่อไม่ได้เกิดขึ้นภายในระยะเวลาวันสองวัน แต่สะสมเป็นเดือนหรือกระทั่งเป็นปีๆ ถ้าหัวหน้าไม่สนใจจะจัดการปัญหาอย่างจริงจังก็คงลงเอยด้วยการสูญเสียลูกน้องคนสำคัญไป แล้วสุดท้ายต้องมานั่งเสียดายโอกาสที่ไม่ได้ลงมือทำอะไรซะตั้งแต่เนิ่นๆ


เข้าใจได้ครับว่าหัวหน้าคงจะมาเอาใจทุกคนไม่ได้ แต่มันต้องมีกลยุทธ์การจัดการที่ดีระดับหนึ่งที่บอกได้ว่า คนนี้แหละที่ควรจะสนับสนุนอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู คนนี้ยังไม่พร้อมต้องไปเพิ่มเติมความรู้ประสบการณ์ด้านนี้ก่อน หรือคนนี้ไม่ได้เรื่อง อยากไปไหนก็ไป ควรจะจัดการตรงนี้โดยเร็วครับเพราะว่าเมื่อมีคนหายไปหนึ่งคน คนอื่นในทีมจะเริ่มคิดเรื่องลาออกเหมือนกัน (ไม่ต้องหายไปหรอก แค่รู้ว่าเพื่อนเริ่มหางานใหม่ก็เครียดแล้ว ฮ่าๆ)


สุดท้ายก็คงเป็นจริงอย่างที่ Pawel ว่าไว้ ?ถ้าคุณเก็บคนเก่งไว้กับคุณไม่ได้ ไม่ได้ต้องไปโทษอะไรอื่นไกล ตัวเองนั่นแหละ?


ป.ล. ผมได้ความคิดที่เขียนบทความนี้มาจากพี่คนหนึ่งที่ให้มุมมองที่ดีมากเรื่องการบริหารทรัพยากรบุคคลกับผม ขอบคุณมากครับ (ขออนุญาตไม่เอ่ยนาม)


ป.ล. เรื่องของ ?เรา? เป็นเหตุการณ์สมมติที่ผมประมวลข้อมูลที่ได้รับรู้รับฟังมาจากเพื่อนหลายๆคน หลายๆอาชีพ และหลายๆบริษัทนะครับ ไม่ได้เฉพาะเจาะจงว่าเรื่องนี้เกิดกับใครที่ไหนเป็นพิเศษ แต่เข้าใจว่าหลายคนคงเจออะไรแบบนี้อยู่เหมือนกัน