Quartier International de Montr?al
เหตุเกิด ณ เมืองมอนทรีออล แคนาคา … ในช่วงปี 2000 ไม่มีใครอยากจะอาศัยอยู่ในบริเวณพื้นที่ประมาณ 66 เอเคอร์ที่มีชื่อว่า Quartier International De Montreal เพราะว่าอะไรหนะหรอ? ก็เพราะพื้นที่ตรงนั้นเป็นเหมือนแหล่งเสื่อมโทรมของเมืองจากการวางตัวที่ไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยของถนนและทางด่วนต่างๆ รวมถึงความทรุดโทรมของตึกรามบ้านช่อง
แต่หลังจากนั้น 5 ปี (2005) ด้วยโครงการฟื้นฟูเมืองขนาดยักษ์ ที่ดินผืนเดียวกันนี้กลับกลายมาเป็นสถานที่ที่หมายปองของทั้งชาวเมือง นักธุรกิจและนักท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ก็ขยายตัวอย่างต่อเนื่องด้วยตัวเลขจำนวนห้องพักและสถานที่อาศัยกว่า 1,000 ยูนิต (ทั้งสร้างเสร็จแล้วและอยู่ระหว่างการดำเนินการ) ราคาคอนโดมิเนียมที่ซื้อขายกันตอนนั้นต้องมี 2.5 ล้านเหรียญสหรัฐเป็นอย่างต่ำ โดยรวมแล้วการฟื้นฟูเมืองครั้งนี้ทำให้เกิดโครงการก่อสร้างต่างๆมากมายรวมเป็นเงินถึง 700 ล้านเหรียญสหรัฐ

ทั้งหมดนี้ต้องยกให้เป็นความดีความชอบของโครงการที่ชื่อว่า Quartier International De Montreal (QIM) ซึ่งนำโดย Clement Demers ที่สามารถบริหารจัดการเงินทุน 90 ล้านเหรียญสหรัฐกับเวลา 5 ปีทำให้เกิดสิ่งดีๆเหล่านี้ได้
- จัดการกับทางด่วน
- ยกเครื่องระบบท่อน้ำเสียและสะพานส่งน้ำ
- เพิ่มทางเท้าขึ้นอีก 40%
- ฟื้นฟูจัตุรัสวิกตอเรีย (Victoria Square)
- สร้างจัตุรัสสาธารณะแห่งใหม่ที่ชื่อ Place Jean-Paul-Riopelle
- ปลูกต้นไม้ใหญ่ 500 ต้น
- บูรณาการงานศิลปะและรูปปั้น
- ขยายโครงข่ายถนนคนเดินในร่ม
วัตถุประสงค์สำคัญสองอย่างของ Project นี้คือหนึ่งสร้างความเชื่อมโยงระหว่างความเก่าแก่ของเมืองมอนทรีออลและศูนย์กลางเศรษฐกิจสมัยใหม่ขึ้นมา และสองสร้างพื้นที่ที่เต็มไปด้วยความงดงามหรูหราของการออกแบบและคุณภาพของวัสดุที่ใช้เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของเมืองในยุคใหม่
ด้วยความตั้งใจจริงของทีมงาน บวกกับความสามารถของ Demers ทำให้ Quartier International De Montreal เสร็จตรงเวลาและทำได้ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ทุกอย่าง จนในท้ายที่สุด Project นี้ก็ได้รับเลือกให้เป็น Project แห่งปี โดย Project Management Institute (PMI) ในปี 2005
ความท้าทาย
Project นี้เต็มไปด้วย Project ย่อยๆมากมาย เช่น การจัดการระบบทางด่วนและระบบน้ำเสียใหม่ การสร้างทางเท้า รวมถึงการจัดการกับมรดกทางศิลปะที่มีอยู่มากมายในเมือง ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องการการประสานงานและทำงานร่วมกันอย่างยอดเยี่ยมระหว่างทีมงานของ QIM เอง ทีมงานของผู้รับเหมาและผู้บริหารเมืองมอนทรีออล
เพื่อให้การปรับปรุงพื้นที่ขนาดใหญ่แบบนี้ประสบความสำเร็จ เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่ต้องได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากชาวเมืองในละแวกนั้น และเรื่องการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับชุมชนก็คืออีกหนึ่งความท้าทายที่ QIM ต้องจัดการ
ความท้าทายที่สามคือการทำให้วัตถุประสงค์ที่สองของ Project เป็นจริงขึ้นมา นั่นคือการสร้างพื้นที่ที่สวยงาม พื้นที่ที่ผสมผสานระหว่างความสวยงามดั้งเดิมและความทันสมัยของโลกปัจจุบันอย่างลงตัว เพื่อสร้างสัญลักษณ์ของเมืองซึ่งทั้งหมดนี้การออกแบบและวัสดุที่ใช้เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง
สุดท้าย เรื่องของงบประมาณจากภาครัฐที่จำกัดทำให้ QIM ต้องพยายามหาเงินเพิ่มเพื่อมาสนับสนุน Project นี้
QIM จัดการกับความท้าทายเหล่านี้อย่างไร?
เตรียมตัวอย่างดี
การที่จะทำ Project ที่ใหญ่ขนาดนี้ให้ประสบความสำเร็จการเตรียมการเป็นเรื่องสำคัญมากครับ ซึ่ง QIM ก็ทำตรงนี้ได้ดีมาก ความคิดที่จะปรับปรุงพื้นที่ส่วนนี้มีมาตั้งแต่ปี 1997 แล้ว QIM ใช้เวลาถึงสองปีในการศึกษาความเป็นไปได้ ประสานงานขอความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องรวมถึงชาวเมืองด้วย พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญและผู้รับเหมาเพื่อเก็บข้อมูล ซึ่งกว่าจะได้รับการอนุมัติให้เริ่ม Project นี้ได้ก็ล่วงเลยจนถึงปี 2000

การศึกษาและเตรียมการที่ดีเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Project มีความราบรื่นในการดำเนินการเพราะความเสี่ยงและปัญหาต่างๆได้รับการเตรียมการป้องกันและแก้ไข มีการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับหน่วยงานอื่นๆเรียบร้อย รวมถึงเตรียมการจัดหางบประมาณเพิ่มเติมไว้แล้วด้วย
แบ่งงานเป็นส่วนย่อย
ในช่วงการวางแผน Demers ได้แบ่งงานออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกใช้ในการประสานงานกับหน่วยงานสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมของเมือง รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการคมนาคม กลุ่มธุรกิจเอกชน และชาวเมืองเพื่อพูดคุย ชี้แจงถึงวัตถุประสงค์ มาตรฐานและแนวทางการทำงานของ Project ซึ่งการทำแบบนี้มีประโยชน์สองด้าน หนึ่งเป็นการสร้างความเข้าใจและความคาดหวังร่วมกันของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และสองเป็นการเปิดช่องทางรับข้อคิดเห็นอีกครั้งก่อนเริ่มงานจริง
ส่วนที่สองคือ Demers แบ่งงานใน Project จริงๆออกเป็นส่วนย่อยๆอีกครั้งเพื่อให้งานต่อการบริหารจัดการ งานที่ถูกแบ่งออกมามีดังนี้ครับ
- โครงสร้างพื้นฐานใต้ดิน เช่น ระบบกำจัดน้ำเสีย และระบบส่งน้ำ
- โครงสร้างในชั้นใต้ดินและพื้นผิวดิน เช่น ที่จอดรถชั้นใต้ดิน ทางเดินเท้า ทางด่วน และช่องทางเชื่อมต่อระหว่างรถไฟใต้ดิน
- โครงสร้างบนดินและงานศิลปะ เช่น สวนสาธารณะต่างๆ และการจัดการกับงานศิลปะของเมือง
- โครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์

แน่นอนครับ การแบ่งงานเป็นส่วนย่อยๆนั้นช่วยทำให้งานที่ยากง่ายลงได้ (เราเคยพูดเรื่องนี้กันหลายครั้งแล้ว) แต่ส่วนสำคัญที่ผมอยากจะเน้นคือแนวคิดในตอนนั้นของ Demers เกี่ยวกับ Project Management ครับ Demers เก็บเกี่ยวประโยชน์จากการแบ่งงานเป็นส่วนย่อยมากกว่านั้นโดยเค้าใช้โอกาสนี้ในการทดลองเทคนิคต่างๆในการทำ Project Management เรียนรู้จากประสบการณ์ที่ได้รับ และปรับปรุงการจัดการ Project ให้ดีขึ้นอยู่เรื่อยๆครับ
ตรงนี้น่าสนใจนะครับ เราไม่จำเป็นต้องยึดติดกับการทำงานแบบใดแบบหนึ่งไปตลอดหรอกครับ ถ้าเห็นว่าอะไรไม่ดีไม่งามก็แก้ไขซะ ไม่ต้องรอไปแก้ใน Project หน้า มันไม่ทันกาลแล้วแบบนั้น Demers หัวสมัยใหม่นะครับ การทำแบบนี้คือหลักการ Agile Development เลยหละ (ปี 2000 Agile ยังไม่เกิดครับ)
จัดการเงินงบประมาณแบบใหม่
Project ต้องใช้เงินประมาณ 90 ล้านเหรียญสหรัฐ ตอนนั้นผู้สนับสนุนหลักคือรัฐบาลกลางแคนาดาและรัฐบาลรัฐควิเบกมีเงินให้แค่คนละ 30 ล้านเหรียญสหรัฐ บวกกับงบประมาณจากเมืองมอนทรีออลเองอีก 14 ล้านเหรียญสหรัฐ ยังขาดอยู่อีก 16 ล้านเหรียญสหรัฐแหนะครับ ทำยังไงดี?
Demers มองซ้ายมองขวาไม่เห็นใครนอกจากกลุ่มธุรกิจเอกชนในเมืองกับเจ้าของที่ดิน และด้วยความสัมพันธ์อันดีที่มีมาตลอด Demers จึงกล้าตัดสินใจเข้าไปพูดคุยกับกลุ่มคนเหล่านี้เพื่อขอสนับสนุนงบประมาณในส่วนที่ขาด แต่ที่จะเข้าไปขอแบบไม่มีอะไรให้เลยก็คงไม่ง่าย Demers จึงมีข้อเสนอจูงใจแบบนี้ครับ
นำเสนอผลการศึกษาถึงความคุ้มค่าของ Project นี้ให้กลุ่มคนเหล่านี้ดูอีกครั้ง ถ้า Project นี้ประสบความสำเร็จ Quartier International de Montr?al จะกลายเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจแห่งใหม่ ไม่ใช่เฉพาะกับเมืองมอนทรีออล ไม่ใช่เฉพาะกับแคนาดา แต่ในระดับนานาชาติเลยทีเดียว และแน่นอนธุรกิจจะรุ่งเรื่อง และราคาที่ดินจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างคาดไม่ถึงเลยครับ … รู้แบบนี้แล้ว ยอมจ่ายทุกคนครับ
ดูแลพนักงานอย่างดีที่สุด
อีกส่วนหนึ่งที่มองข้ามไม่ได้คือการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลครับซึ่ง Demers ให้ความสำคัญกับจุดนี้ไม่แพ้จุดอื่น เค้าพยายามหาเทคนิคต่างๆมาช่วยจูงใจพนักงานให้ทุ่มเททำงานด้วยความรักที่มีต่องานจริงๆ ด้วยความเชื่อมั่นที่ว่าเมื่อเราได้ทำงานที่รัก ผลงานจะออกมาดีเสมอ
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการที่ Demers จัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาบุคคลกรของ QIM ขึ้นมาเพื่อช่วยพัฒนาทักษะการทำงานของพนักงานครับ พนักงานบางคนได้โอกาสเรียนรับทุนศึกษาต่อปริญญาโทจนจบ ในขณะที่บางคนเลือกที่จะสอบ Project Management Professional (PMP) ทั้งหมดนี้ทำให้ระดับความพึงพอใจของพนักงานต่องานอยู่ในระดับสูงมาก หลักฐานคือไม่มีใครในทีม QIM ลาออกเลยตลอดระยะเวลาห้าปีของ Project (สุดยอดไปเลย)
สร้างแรงจูงใจในการทำงาน
ข้อนี้เป็นความชื่นชมส่วนตัวของผมที่มีต่อ Demers ครับ ปรัชญาที่ Demers ใช้ในการทำงานคือ
“If you cut into the dream at the first difficulty, it will no longer be an inspiring project.”
แปลแบบบ้านๆได้ว่า “ถ้าคุณยอมละทิ้งความฝันตั้งแต่เจออุปสรรคครั้งแรก สิ่งที่คุณทำอยู่ก็จะไม่ใช่งานที่มีคุณค่าสร้างแรงดลใจอีกต่อไป” หรือเอาให้ชัดเจนไปกว่านั้นคือ “ถ้าคุณยอมแพ้ตั้งแต่เจออุปสรรคครั้งแรก ความสำเร็จอย่างสุดยอดก็จะไม่เกิดกับคุณหรอก” ผมอ่านแล้วรู้สึกเลยครับว่า … จริงครับ จริงมากๆ
Demers ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคที่เกิดขึ้นและเค้าพยายามอย่างเต็มที่ที่จะรักษาเป้าหมายที่ตั้งไว้ให้ได้เพื่อเป็นการสร้างแรงดลใจในการทำงานให้กับทีมงานที่เหลือทุกคน เหตุการณ์จริงที่เจอกับ QIM คือ จากวัตถุประสงค์ของ Project การออกแบบต้องยอดและวัตถุดิบที่ใช้ต้องเยี่ยม ทั้ง “ยอด” และ “เยี่ยม” ต้องใช้เงิน “เยอะ” ด้วยครับ (ฮ่าๆ) และแน่นอนเรื่องนี้เป็นการวัดใจ Demers ว่าจะเอายังไงในเมื่อมีทางเลือกแบบนี้
- เลือกผู้รับเหมาที่เก่งที่สุดซึ่งใช้สถาปนิกจากมอนทรีออลทั้งหมด และเลือกวัตถุดิบ (หินแกรนิต) ภายในประเทศทั้งหมดซึ่งมีราคาแพงกว่าที่คาดไว้ 2 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ
- เลือกผู้รับเหมาที่ราคาประมูลต่ำสุดซึ่งเลือกใช้สถาปนิกจากต่างเมืองและให้คอนกรีตเป็นวัตถุดิบแทนหินแกรนิต หรือไม่ก็สั่งหินแกรนิตราคาถูกจากจีน
Demers เลือกทางแรกครับ เค้ายอมเหนื่อยกว่า 2 เดือนเพื่อเจรจาต่อรองกับผู้รับเหมาในเรื่องราคาของวัตถุดิบ อธิบายให้ผู้รับเหมาเข้าใจว่า QIM เลือกของจากจีนหรือใช้คอนกรีตก็ได้นะแต่ไม่อยากทำ เพราะว่า QIM ต้องการสร้างความภูมิใจในงานนี้ด้วยการใช้บุคคลากรจากในประเทศ และเลือกใช้หินแกรนิตจากควิเบกเพราะคุณภาพและความสวยงามตามธรรมชาติของมัน การเจรจานี้ผมเชื่อว่าคงเป็นการสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ Project นี้ให้กับผู้รับเหมาด้วยแหละครับ ในฐานะคนประเทศเดียวกันอะไรช่วยได้ก็คงช่วยกันไป สุดท้ายการเจรจาก็ลุล่วงด้วยดีครับ
ผมมองว่าตรงนี้นอกจากจะช่วยให้ QIM ได้ผู้รับเหมาที่เก่งที่สุดและวัตถุดิบคุณภาพเยี่ยมในงบประมาณกำหนดแล้ว มันได้สร้างผลทางใจให้กับทีมงานอย่างยิ่งใหญ่ครับ ผลกระทบที่ว่าคือแรงจูงใจที่มากขึ้นในการทำงานนี้ให้บรรลุวัตถุประสงค์ให้ได้ครับ มันเป็นเหมือนการสร้างปรัชญาในการทำงานให้กับ Project นี้ว่า “การลดคุณภาพของงานไม่อยู่ในตัวเลือกของเรา” และทีมงานทุกคนจะมีแรงจูงใจที่จะรักษาปรัชญานี้ให้คงอยู่จนกว่า Project จะสำเร็จไปได้ด้วยดีครับ
ลองจินตนาการดูนะครับว่าถ้า Demers ยอมแพ้ในเรื่องการเลือกผู้รับเหมานี้แล้ว อะไรจะเกิดขึ้นกับ Project ผมเดาไว้ว่าแรงจูงใจในการก้าวไปถึงเป้าหมายอันยิ่งใหญ่คงลดลง ลดลง จนสุดท้ายก็หมดไป เมื่อมีเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นอีกก็คงไม่มีใครยืนหยัดต่อสู้เพื่อสิ่งที่ถูกต้องอีกต่อไปครับ
บทเรียนที่มีค่า
บทเรียนที่ดีที่สุดผมได้รับจาก Quartier International de Montr?al คือเรื่องการไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคนี่แหละครับ โดนใจที่สุดแล้ว หันมามองตัวเองแล้วถามว่า กับอะไรที่ทำอยู่แล้วเรารู้สึกว่าไปไม่ถึงไหน ไม่ประสบความสำเร็จอะไรเท่าไรเลย มันเป็นเพราะอะไร? เพราะเราตั้งความหวังไว้ต่ำ ไม่สร้างแรงจูงใจให้ตัวเอง แล้วก็ยอมแพ้อะไรง่ายๆใช่มั้ย?
แล้วถ้าเปลี่ยนหละ ตั้งความหวังให้สูงไว้ อะไรที่ทำต้องดีที่สุดเท่านั้น สร้างแรงจูงใจให้ตัวเองอยู่เสมอ แล้วก็ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคที่ผ่านเข้ามา ผลที่ได้มันคงไม่เหมือนเดิม ใช่มั้ย?
หวังว่าเพื่อนๆจะได้เรียนรู้สิ่งดีๆจาก Quartier International de Montr?al เหมือนกันครับ ![]()



