อีกครั้งกับ Statement of Work

Posted by kannique On August - 29 - 20102 COMMENTS
1 Star2 Stars3 Stars (1 votes, average: 3.00 out of 3)
Loading ... Loading ...

SOW กับ SRS

Project Planning เป็นเรื่องฮอตฮิตติดอันดับของ Project Management มาตลอดครับ อาจจะเป็นเพราะว่าเป็นขั้นตอนแรกของงานที่ทุก Project ควรจะทำแลแน่นอน Project Manager ทุกคนควรจะเข้าใจมันเป็นอย่างดี แน่หละครับ เมื่อสำคัญมาก ข้อสงสัยและคำถามที่ตามมาก็มีมากด้วย อย่างที่เพื่อนของเราคนนึงมีสงสัยเกี่ยวกับ Statement of Work (SOW) กับ Software Requirement Specification (SRS) ว่าเหมือนหรือต่างกันอย่างไร

ข้อสงสัยมีอยู่ว่า …

statement of work (sow) กับ srs(software requirement spec) แตกต่างกันยังไงคะ งงเพราะเห็นมี scope objective เหมือนกันด้วยแล้ว c-requirement ด้วยมันเหมือนต่างกันอย่างไรคะ


ผมคิดว่า Statement Of Work (SOW), Software Requirement Specification (SRS) และ Customer Requirement (C-Requirement) ถามว่าเหมือนกันยังไง? ในมุมมองผมทั้งสามตัวเหมือนกันตรงที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของ Software Development Project แต่ที่ต่างกันคือหน้าที่ของแต่ละตัวครับ

SOW_and_SRS

จากรูปนะครับ จะเห็นได้ว่าทั้งสามตัวมีความเกี่ยวข้องกันโดยตรงเลย เริ่มจาก Business Objective ซึ่งลูกค้าจะมองเห็นโอกาสทางธุรกิจของเค้าแล้วก็ .. โอเค ผมอยากได้ระบบใหม่มาช่วยทำให้โอกาสนี้กลายเป็นเงินเป็นทองขึ้นมา ตรงนี้เป็นที่มาของ Project Objective แล้วครับ นั่นคือวัตถุประสงค์ของ Project นี่คืออะไรบ้าง … ลูกค้าจะบอกเรามาคร่าวๆว่าเค้าอยากได้อะไร เพื่ออะไรซึ่งตรงนี้ต้องเชื่อมโยงกลับไปที่ Business Objective ของเค้าได้ด้วย


ต่อมาก็เป็นหน้าที่ Project Manager ที่จะเข้าไปแปลความหมายของ Project Objective ของลูกค้าให้มาเป็น Statement Of Work ซึ่งเป็นคำอธิบายอย่างละเอียดถึงวัตถุประสงค์ของ Project งานที่ต้องทำ แล้วก็สิ่งที่ต้องส่งมอบตลอด Project (ขั้นที่สองครับ) จากตัวอย่างที่เป็นการสร้าง Online Book Rental System จะเห็นว่า SOW จะบอกเลยว่าต้องพัฒนาและติดตั้งระบบใหม่ให้ได้ภายใน 5 เดือนด้วยงบประมาณ 2.5 ล้านบาท SOW ยังต้องระบุต่อไปอีกว่าต้องทำงานอะไรบ้างแล้วมีอะไรต้องส่งมอบให้ลูกค้าบ้าง (list of deliverable) ครับ


SOW ต้องเขียนด้วยความรอบคอบเพราะว่าส่วนใหญ่แล้วเราจะใช้เป็นส่วนหนึ่งของ หนังสือสัญญา (Contract) ที่ทำกับลูกค้าครับ จะทำอะไร-ไม่ทำอะไรต้องระบุให้ชัดเจน ระยะเวลาและงบประมาณของ Project ก็ด้วย สำคัญมาก อ่านมาถึงตรงนี้จะเห็นว่า เอ๊ะ ไม่เห็นบอกเราเลยว่าระบบต้องทำอะไรบ้าง .. ใช่ครับ ตรงนี้ไม่ใช่หน้าที่ของ SOW หรอก รอดูต่อไปครับ


สังเกตเห็นมั้ยครับว่า SOW เป็นตัวที่เชื่อมโยงมาหา Software Requirement Specification (SRS) ได้ครับ (เส้นสีแดง) คำว่า … to develop … เรารู้ละว่าต้องมีการสร้างระบบขึ้นมา ระบบอะไรหละ? SRS จะเป็นคนบอกเราได้ครับ อันนี้คงต้องเหนื่อย Business Analyst (BA) ในการเก็บรวบรวมข้อมูลว่าลูกค้าอยากได้อะไร


แล้วที่สงสัยว่าใน SRS ก็มี Scope Objective ด้วย มันเหมือนกับ SOW มั้ย? คำตอบจากมุมมองของผมคือ Scope Objective ใน SRS เป็นส่วนขยายจาก SOW ครับ ขยายให้เห็นว่าเรากำลังจะทำระบบอะไรคร่าวๆ เช่น Online Book Rental System ฟังดูแล้วก็น่าจะเป็น Web Application เนอะ แล้วก็ต้องติดต่อ Database ด้วยแหละ แถมด้วย Feature หลักๆของระบบครับ ข้อมูลเหล่านี้จะอยู่ใน Scope Objective


แล้ว C-Requirement หละ?

แค่ Scope Objective บอกเราไม่ได้หรอกครับว่าลูกค้าจะเอาอะไร สุดท้ายก็ต้องพึ่ง Customer Requirement (C-Requirement) ในการบอกอย่างละเอียดว่า ลูกค้าอยากได้อะไรบ้างในระบบนี้ เช่น add/delete/edit customer ได้, Print Invoice ได้, Backup/Restore Database ได้ เป็นต้น การเก็บข้อมูลแบบ C-Requirement จะเป็นการเข้าไปศึกษากระบวนการทำงานของผู้ใช้บวกกับสิ่งที่เค้าอยากได้เพิ่ม เติมโดยใช้มุมมองลูกค้าเป็นหลักครับ


จากนั้น C-Requirement ก็จะถูกส่งต่อให้ System Analyst (SA) และ Developer เพื่อตีความให้เป็น Technical Requirement (หรือ D-Requirement) เช่น ต้องมีหน้าจอกี่หน้า หน้าตายังไงบ้าง, ต้องมี database กี่ตาราง อะไรบ้าง เป็นต้น ปกติแล้วข้อมูลนี้ไม่อยู่ใน SRS เพราะจะถูกแยกออกมาเป็นเอกสารอีกฉบับซึ่งเรียกว่า Software Functional Specification (SFS) ครับ


หวังว่าคำตอบนี้จะช่วยไขข้อสงสัยของเพื่อนๆได้นะครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานครับ :D


ลาก่อน Google Wave

Posted by kannique On August - 22 - 20102 COMMENTS
1 Star2 Stars3 Stars (1 votes, average: 3.00 out of 3)
Loading ... Loading ...

ลาก่อน Google Wave

ไม่แน่ใจว่าเพื่อนๆได้ข่าวกันบ้างมั้ยว่า Google ประกาศยุติการพัฒนา Google Wave หนึ่งในของเล่นที่(เคย)น่าสนใจแล้วเมื่อเร็วๆนี้ สาเหตุสำคัญที่เป็นที่มาของการตัดสินใจครั้งนี้ก็คือ Wave ไม่ค่อยได้รับความนิยมเท่าไรนักครับ (อันนี้ข้อมูลมาจาก Blog ของ Google เองเลย) พูดถึง Wave แล้วในแง่ของเป้าหมายก็ฟังดูน่าสนใจนะ มันคือ Collaboration and Communication Platform ที่ Google นำเสนอ Technology ที่สามารถทำให้ผู้ใช้พูดคุยและทำงานร่วมกันในแบบ “Real-time” อย่างแท้จริงครับ


Wave

ความสามารถที่ Wave นำเสนอในแง่ของ Concept and Technology สำหรับผมถือว่าน่าสนใจนะครับ แต่ส่วนของการใช้งาน … ผมไม่ค่อยปลื้มเท่าไร ไม่รู้สินะ ผมรู้สึกว่ามันใช้ยาก อย่างแรกเลยคือ ตอนนั้นต้องได้รับ Invitation จากทาง Google ถึงจะใช้ Wave ได้ ผมรอนานจนลืมเลยครับกว่าจะได้มา อะ พอได้มาแล้วก็ลองเข้าไปใช้ แต่ผลคือผมลองเล่นอยู่ประมาณครึ่งชั่วโมง รู้สึกว่ามันใช้งานยาก ก็เลยเลิกใช้ตั้งแต่นั้น … จนมาเปิดอีกครั้งตอนที่ได้ข่าวว่าเค้าจะปิดโครงการนี้นี่แหละฮะ ฮ่าๆ


ทำไมวันนี้ผมพูดถึง Google Wave มีอะไรที่เกี่ยวกับ Project Management หรอ? ครับ แนวคิดที่ผมได้จากเรื่องนี้ก็คือเมื่อผลดำเนินงานของโครงการไม่เป็นไปตามที่หวังไว้ เราก็ต้องตัดสินใจทำอะไรซักอย่าง จะพยายามทำให้มันดีขึ้นหรือไม่ก็ปิดโครงการนั้นไป … ซึ่ง Google เลือกทางที่สองให้กับ Wave ครับ


ปิด Wave … ทำไม?

สาเหตุหลักสองประการที่ Google จัดการ Wave อย่างเด็ดขาด (ในมุมมองผม) มีอยู่สองข้อครับ หนึ่งค่อนข้างชัดเจนครับว่า Wave ไม่ได้รับการตอบรับที่ดีเท่าไรจากพวกเรา ในแง่ของ Concept แล้วดูดีมากๆครับ การติดต่อและทำงานแบบ “Real” Real-time ผมเห็นครั้งแรกก็รู้สึกอยากใช้มากเลยแหละ แต่สิ่งที่ Wave ทำออกมาได้ไม่ค่อยดีนักคือการแปลความหมายของคำว่า Collaboration กับ Communication ของมนุษย์ออกมาเป็น Platform นี่แหละฮะ ตรงนี้เองที่อาจจะทำให้คนใช้รู้สึกว่า Wave เข้าไม่ถึงจิตวิญญาณของเค้า (เวอร์ไปปะ?) อย่างที่ Carl Frappaolo ผู้ร่วมก่อตั้ง Information Architeced กล่าวไว้ว่า

Collaboration is more than a word or even an idea. Many individuals speak of collaboration as if it is a single business process or approach to communication and networking. Much of this attitude stems from the popularized viral adoption of social computing Web 2.0 tools. This is not the case for Enterprise 2.0, the application of collaborative tools within the firewall.

~ Carl Frappaolo, co-founder of Information Architected

แปลเป็นไทยได้ว่า … หนูๆเอ้ย ถ้า Collaboration เป็นเรื่องง่ายๆ ลุงคงทำเองไปแล้วหละ มันเป็นเรื่องที่มากกว่าแค่คำพูดหรือแนวคิดนะ มีหลายคนเลยบอกว่า Collaboration อะหรอ จะมีอะไรมาก ก็แค่การจัดการให้คนติดต่อสื่อสารกัน พูดคุยกันแล้วก็สร้างขึ้นมาเป็นเครือข่ายไง ง่ายๆเอง ลุงอยากจะบอกว่าหนูๆพวกนั้นอินกับพวก Social Networking มากไปนะลูก Collaboration มันต้องยากกว่านั้นเยอะ


แถมด้วย Richard Lang ประธานของ Democrasoft ชี้ให้เห็นว่า ต่อให้มีความตั้งใจแน่วแน่แค่ไหน มี Product เทพขนาดไหนก็ไม่ช่วยอะไรถ้าไม่มีผู้ใช้ที่อุทิศตนให้กับการใช้ Product นั้นๆ โดยนอกจากจะใช้งานมันทุกวันแล้ว ยังต้องขยันชักชวนหาเพื่อนร่วมอุดมการณ์มาใช้โปรแกรมนี้ด้วยนะหนูๆ นึกภาพซิ ถ้าเพื่อนเราทุกคนยังใช้ Hi5 กันอยู่ เราจะย้ายมาเล่น Facebook กันมั้ยหละ … Wave ล้มเหลวเรื่องนี้เห็นๆเลยหละ

Despite best intentions and the best product, an online community will only be successful if there is a motivated person (the Moderator) who is committed to making it successful, on a day-to-day basis,

~ Richard Lang, President of Democrasoft

สาเหตุที่สองก็เป็นผลต่อเนื่องมาจากข้อแรกแต่เป็นจุดสำคัญที่สุดที่ชี้ชะตา Wave เลยนั่นคือการเปลี่ยนแปลงนโยบายบริษัท (Strategy) นั่นเอง ผมเล่าให้ฟังไปแล้วว่าถ้าโครงการที่ทำมาไม่ได้ผลตามที่ต้องการ ก็เลือกเลยครับว่าจะลุยต่อไปหรือเลิกซะ เมื่อ Wave ไม่ได้รับการตอบรับที่ดีซักเท่าไร Google ก็กลับมาคิดครับว่า เฮ้ย หรือว่า Collaboration and Communication Platform มันจะไปไม่รอดจริงๆเนี่ยะ? ทำไงดีๆ มองซ้ายมองขวา โห Facebook มันรุ่งหวะ เอามั่งดีกว่า … อ่าว จบเลยครับ Wave เพราะนโยบายเปลี่ยนแล้วจาก Social Collaboration มาเป็น Social Networking … นี่แหละครับ ลาก่อน Google Wave ของจริง


เอาแบบฝังกลบกันไปเลยนะ เมื่อ Google ตัดสินใจจะแข่งกับ Facebook แล้ว พี่แกไม่สนจะต่อยอด Wave ด้วยแหละ นี่เลยครับไปจัดการควบกิจการกับ Slide Inc. บริษัทที่เก่งในเรื่อง Social Apps ซะเลย … ลาก่อน Google Wave (รอบสอง)


บทเรียนที่ได้จาก Wave

คร่าวๆกับความเป็นมาและการจากไปของ Wave ครับ ทีนี้เราเรียนรู้อะไรได้บ้างจากกรณีนี้ อย่างแรกเป็นความเกี่ยวข้องโดยตรงกับบุคคลิกของ Google นั่นคือ บริษัทนี้พร้อมที่จะลองอะไรใหม่ๆและที่สำคัญคือพร้อมที่จะหยุดอะไรที่ดูแล้วไม่สร้างผลตอบแทนที่น่าพอใจให้กับบริษัท Eric Schmidt ซึ่งเป็น CEO ของ Google ย้ำให้เห็นถึงแนวคิดนี้ว่า

Our policy is we try things. We celebrate our failures. This is a company where it is absolutely OK to try something that is very hard, have it not be successful, take the learning and apply it to something new.

~ Eric Schmidt, CEO of Google

อ๋อ นโยบายของเราหนะหรอ เราชอบที่จะลองอะไรใหม่ๆอยู่แล้ว ถ้าผลออกมาดีก็ยิ้มกันไป อันนี้ปกติ แต่ถ้าเจ๊ง เราไม่เศร้าหรอกนะจ๊ะ เราพร้อมจะจัดงานฉลองให้กับความล้มเหลวนั้นด้วยซ้ำ อะไรใหม่ๆ ยากๆที่เราทำไม่จำเป็นต้องสำเร็จทุกครั้งหรอก เราเรียนรู้จากความผิดพลาดแล้วเก็บเป็นบทเรียนไว้ใช้เมื่อเราลุยงานใหม่ๆครับ


นี่แหละครับข้อดีของ Google ที่เราจะเอามาปรับใช้ได้กับงานที่ทำอยู่ ถ้ามองให้แคบลงมาอีกนิด ในฐานะ Project Manager เราไม่มีอำนาจสั่งลุยหรือเลิกกับ Project ไหนๆหรอกครับ มันเป็นหน้าที่ของระดับ Project Sponsor ซึ่งจะเป็น Director, Vice-President หรือ CEO ก็ว่าไปแล้วแต่บริษัท สำหรับเราแล้วจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องให้ข้อมูลที่สำคัญ เช่น ความคืบหน้าของงาน ความเปลี่ยนแปลงทางตลาดและธุรกิจ นั่นรวมถึงความเสี่ยงต่างๆที่มีให้กับท่านๆเหล่านั้นเพื่อตัดสินใจว่าจะลุยหรือเลิก


Project Manager ที่ดีไม่ควรมองแค่ว่างานเสร็จตรงเวลาตามงบประมาณที่กำหนดคือเป้าหมายสูงสุด เราต้องมองด้วยว่าเมื่องานเสร็จแล้วมันขายได้มั้ย มันให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าจริงๆกับบริษัทรึเปล่า? ต้องคิดว่า Project Success, Business Failure (งานเสร็จแต่บริษัทเจ๊ง) เกิดขึ้นได้ตลอดเวลาครับ เราจำเป็นต้องคอยตรวจสอบสองเรื่องนี้อยู่เรื่อยๆครับ

  1. มีการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายของบริษัทหรือไม่ ถ้ามีแล้วจะส่งผลกระทบกับ Project เรามากน้อยแค่ไหน? ถ้ามีผลกระทบ นี่เป็นสัญญาณของ Project Success, Business Failure แล้วครับ ไม่จำเป็นต้องขนาด Project ใหญ่โตอะไรหรอกครับ แค่ Maintenance หรือ Minor Product Enhancement ก็ตาม ถ้านโยบายเปลี่ยนบางครั้ง Project เล็กๆก็ไม่สมควรจะทำอีกต่อไปเพราะความไม่คุ้มค่าทางธุรกิจครับ
  2. มีความเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจหรือการตลาดภายนอกหรือไม่? จุดนี้คงต้องอาศัยการทำงานร่วมกับ Product Manager ที่จะคอยติดตาม จับกระแสธุรกิจโลก การตลาด ความต้องการของลูกค้าอยู่เรื่อยๆว่ายังเป็นไปตามสมมติฐานที่ทำให้เกิด Project ของเรารึเปล่า ธุรกิจเดี๋ยวนี้เปลี่ยนแปลงเร็วมากๆครับ ความต้องการเมื่อสามเดือนที่แล้วอาจจะกลายเป็นเรื่องล้าสมัยในวันนี้ก็ได้ครับ

ผมเข้าใจว่า Google ก็มีกระบวนการนี้อยู่เหมือนกัน คงมีใครซักคนที่เก็บรวบรวมข้อมูลผลการดำเนินงานหลังจากเปิดให้บริการ Wave แล้วให้กับผู้บริหารระดับสูง เมื่อผลดำเนินงานไม่ดีเท่าไร ฝ่ายบริหารก็ตัดสินใจปิด Project นี้ในที่สุด

ข้อมูลเพิ่มเติม

ผมอาจจะเขียนเกินเลยไปนิดนึงที่ว่า Google ตัดหางปล่อยวัด Wave ไปแล้ว กลยุทธ์แบบเต็มๆของ Google ที่มีต่อเรื่องนี้คือว่าเค้าจะเลิกโครงการที่เป็น Wave Standalone Application อย่างที่เคยทำมาครับ ง่ายๆคือว่าจะไม่มี Wave ให้เราใช้แล้ว แต่ในส่วนของ Technology และ Platform เนี่ย เค้ายังจะเก็บไว้ให้โครงการอื่นๆใน Google เองเอาไปใช้ได้ถ้าเห็นว่าเหมาะสมครับ ในอนาคตอาจจะเป็นไปได้ว่ามี Application ตัวใหม่ที่ใช้ Technology ของ Wave เข้าไปรวมด้วยก็ได้นะครับ … หวังว่าคราวนี้จะใช้ง่ายๆหน่อยนะ


ที่มาของบทความนี้ก็คือว่าผมไปอ่านเจอบทความภาษาอังกฤษในนิตยสารรายเดือนของ PMI เรื่องเกี่ยวกับความกล้าที่จะ Kill Project ที่ดูแล้วไม่เป็นไปตามนโยบายขององค์กรครับ ถ้าเพื่อนๆสนใจรายละเอียดเพิ่มเติมก็ลองอ่านดูครับ มีบทความดีๆเยอะมากเลยหละ
;-)

ผลคะแนน Thailand Blog Award 2010

Posted by kannique On August - 15 - 2010ADD COMMENTS
1 Star2 Stars3 Stars (No Ratings Yet)
Loading ... Loading ...

ปิดโหวตรอบแรกไปเรียบร้อยตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคม 2553 สำหรับ Thailand Blog Award 2010 ผลก็คือ Chapterpiece.com ได้อันดับ 77 ในกลุ่ม Education Blog แล้วก็อันดับที่ 36 ในกลุ่ม IT Blog ครับ


Blog_Award_Result

อันดับน่าพอใจทีเดียวแต่ไม่ผ่านเข้ารอบสองครับเพราะตามกฎคือเอา 10 อันดับแรกของแต่ละกลุ่มผ่านเข้าไปประกวดในรอบคณะกรรมการ แต่ไม่เป็นไรครับ ได้แค่นี้ก็หรูแล้ว ขอบคุณทุกๆคะแนนเสียงที่โหวตให้นะครับ


ผลโหวตทั้งหมดติดตามได้ที่นี่ครับ


อยากให้มี Project Management Community มั้ยครับ?

Posted by kannique On August - 8 - 2010ADD COMMENTS
1 Star2 Stars3 Stars (No Ratings Yet)
Loading ... Loading ...

เป็นความคิดของผมมานานพอสมควรแล้วครับที่อยากจะมี Community ของคนที่สนใจในเรื่องเกี่ยวกับ Project Management และ Software Development Process ครั้นจะทำตั้งแต่แรกก็กลัวว่าจะไม่มีใครผู้ร่วมอุดมการณ์เท่าไร แต่ตอนนี้ผมมีความมั่นใจมากขึ้นเพราะหลังจาก 1 ปีผ่านมา Chapterpiece.com มีสมาชิกประมาณ 100 คนแล้ว ผมนับจากสมาชิกใน Facebook Group บวกกับ RSS Feed แล้วก็จำนวน Ebook ที่ถูกดาวน์โหลด


Community

ที่ผ่านมาผมเป็นคนนำเสนอความรู้และประสบการณ์ส่วนตัวผ่านบทความ เข้าใจว่าคงได้สร้างประโยชน์ให้เพื่อนๆได้พอสมควร แนวคิดของผมคือการมี Community จะช่วยให้ทุกคนสามารถเป็นคนถ่ายทอดความรู้ที่มีได้เหมือนกันครับ ถ้าหนึ่งคนมีหนึ่งความคิด ร้อยคนก็ร้อยความคิด ร้อยความรู้ ร้อยประสบการณ์ ประโยชน์ที่ได้คงมากกว่าเดิมเยอะเลย … ผมพร้อมจะแบ่งปัน ช่วยเหลือและเรียนรู้จากทุกคน แล้วเพื่อนๆหละครับ พร้อมมั้ย?

แสดงความคิดเห็นได้ที่นี่

ถ้าผลตอบรับของการสำรวจครั้งนี้ออกมาดี ผมจะสร้าง Community ขึ้นมาครับ (คงใช้เวลาซักหน่อย) แต่ แต่ ไม่ต้องเกรงใจนะครับ เลือกลงคะแนนได้เต็มที่เลย ถ้าไม่อยากได้ก็บอกมาเลยว่า “โห ไม่หละ เสียเวลาทำมาหากินจริงๆ”? :twisted: ซึ่งถ้าผลตอบรับออกมาไม่ดี ผมคงจะระงับแผนการณ์ไว้ก่อนเพื่อหาสมาชิกเพื่ออีกนิด แล้วค่อยทำสำรวจใหม่ ผมยังไม่ท้อครับ ฮ่าๆ


ขอบคุณมากๆที่ติดตามผลงานและความช่วยเหลือในการสร้าง Community ขึ้นมาครับ


PMP…ใบเบิกทางของ Project Manager

Posted by kannique On August - 1 - 201024 COMMENTS
1 Star2 Stars3 Stars (1 votes, average: 3.00 out of 3)
Loading ... Loading ...

คนที่เป็น Developer หลายคนคงอยากมีใบประกาศนียบัตร (Certificate) ของเรื่องที่ตัวเองถนัดมาประดับบารมีบ้าง เช่นคนที่ทำงานกับ Microsoft อาจจะสนใจ Microsoft Certified Technology Specialist (MCTS) ถ้าใครที่เป็น Administrator ก็อาจจะสนใจ Microsoft Certified System Administrator (MCSA)


สำหรับ Quality Assurance (QA) ก็คงต้องมองไปที่ Certified Software Tester (CSTE) หรือ Certified Associate in Software Quality (CASQ) ครับ ถามว่าแล้ว Project Manager หละมีกับเค้าบ้างมั้ย … มีครับ


Project Management Professional (PMP)

Project Management Professional หรือ PMP เป็นใบประกาศนียบัตรที่โด่งดังที่สุดในวงการ Project Management ครับ คนที่เป็นเจ้าของ PMP จะได้รับความน่าเชื่อถือมากกว่าคนที่ไม่มีมากเลยครับ ดูได้จากประกาศรับสมัครงานตำแหน่ง Project Manager ซิครับ ส่วนใหญ่แล้วจะเห็นประโยคที่ว่า “Project Management Certification is preferred.” หรือ “Project Management Professional Certification is a must.” อืม แล้วทำไมคนที่มี PMP ต่อท้ายชื่อถึงได้รับเครดิตมากขนาดนี้นะ?


PMP

PMP เป็นใบประกาศนียบัตรที่ออกให้โดย Project Management Institute (PMI) ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร (Non-Profit Organization) ที่เป็นที่รวบรวมผู้เชี่ยวชาญในเรื่อง Project Management จากกว่า 150 ประเทศทั่วโลกเพื่อช่วยกันพัฒนากระบวนการบริหารจัดการโครงการครับ ล่าสุด PMI มีสมาชิกทั่วโลกกว่า 500,000 คนแล้ว (อันนี้เป็นจำนวนสมาชิกทั้งหมดซึ่งรวมคนที่มีใบประกาศนียบัตรไปด้วยนะครับ ไม่ใช่ว่ามีคนได้ PMP แล้ว 500,000 คน) ตรงนี้หละมั้งครับที่ทำให้ PMP มีความน่าเชื่อถือเป็นอย่างมากในสายตาคนที่อยู่ในวงการ Project Management ไม่ใช่เฉพาะกับ IT นะครับ สำหรับสายงานอื่น เช่น การก่อสร้าง (Construction) และ ยานยนต์ (Automotive) PMP ก็เป็นมาตรฐานที่สำคัญเช่นกัน ขอให้เกี่ยวข้องกับ Project Management เถอะ


เมื่อรู้แบบนี้แล้ว เพื่อนๆที่เป็น Project Manager รวมถึงคนที่สนใจอาชีพนี้ทุกคนคงต้องหันมาสนใจเจ้า PMP นี้กันซักหน่อยแล้วหละครับ


Project Management Body of Knowledge (PMBOK)

อย่างที่บอกไว้ครับว่า PMI เค้าเป็นองค์กรที่มีความพยายามจะพัฒนากระบวนการและบุคลากรด้าน Project Management เค้าก็เลยเขียนหนังสือออกมาเล่มนึง (แต่แก้ไขหลายครั้ง) เพื่อเป็นแนวทางที่จะช่วยให้ Project Manager อย่างเราๆบริหารจัดการ Project ได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพสูงสุด ในหนังสือเล่มนี้จะมีคำแนะนำมากมาย (มหาศาล) เลยครับ เริ่มตั้งแต่พื้นฐานสุดๆ เช่น Project คืออะไร? จนถึงเรื่องที่เข้าใจยากๆเช่น Cost Performance Index (CPI) ซึ่งจนถึงตอนนี้ผมก็ยังงงกับเรื่องนี้อยู่เลย :-?


แล้ว PMBOK สำคัญยังไง? ข้อแรกคือเป็นคู่มืออย่างดีของ Project Manager ข้อสอง (อาจจะสำคัญกว่า) คือข้อสอบ PMP ก็มาจาก PMBOK นี้แหละครับ ทั้งหมดเลยด้วยครับ ตอนนี้ PMBOK เล่มแก้ไขล่าสุดเป็น Edition ที่สี่แล้วครับ แน่นอนข้อสอบปัจจุบันของ PMP ก็ต้องอ้างอิงเจ้า Edition ล่าสุดนี้แหละ ผมพูดมาทั้งหมดเนี่ยะเพื่อจะบอกว่า ใครอยากสอบ PMP ต้องหา PMBOK 4th Edition มาอ่านครับ


แต่ตรงนี้แหละที่เซ็งเป็ด … ไหน PMI บอกว่าตัวเองเป็น Non-Profit Organization แต่ทำไมไม่แจกหนังสือให้คนอ่านฟรีหละเนี่ยะ!!! ที่ขายในเวปก็แพงมากๆ ขนาดเป็นสมาชิกยังขายตั้ง $49.50 เฮ้อ ความรู้ไม่ได้มาฟรีๆ ถ้าเพื่อนๆอยากได้มาครอบครองจริงๆก็มีสองทางเลือกครับ หนึ่งซื้อจากเวป สองสมัครสอบ PMP ซิครับ เค้าแถมให้ ฮ่าๆ


ถึงจะมีความตั้งใจจริงที่จะสอบแล้ว มีคู่มือแล้ว … อะ มีเงินสมัครสอบก็แล้ว ใช่ว่าจะเดินเข้าไปสอบได้นะครับ ขั้นตอนมีอีกเยอะเลย


ขั้นตอนการสมัครสอบ

หนึ่ง สำรวจตัวเองก่อนว่ามีคุณสมบัติพร้อมจะสมัครรึยัง … PMI กำหนดมาตรฐานของผู้สมัครไว้โดยใช้คะแนนที่เรียกว่า Professional Development Unit (PDU) เป็นตัววัดว่าใครมีคุณสมบัติจะสอบ PMP รึยัง ซึ่งถ้าเพื่อนๆอยากจะสอบก็ต้องมีคะแนน 35 PDUs ขึ้นไปครับ


แล้ว PDU ได้มายังไง? มีมากมายหลายทางและหลายเงื่อนไขครับ เช่น ถ้าจบปริญญาตรีแล้วก็ต้องมีประสบการณ์บริหารโครงการมาไม่น้อยกว่า 3 ปีและไม่น้อยกว่า 4,500 ชั่วโมง (ถ้าไม่จบปริญญาตรีก็อีกเงื่อนไขนะ) ถ้าทำได้แบบนี้ โอเคครับ ผ่าน 35 PDUs แน่ๆ แต่ถ้าเรายังมีประสบการณ์ไม่ถึงหละ? ไม่เป็นไร ไปอบรมคอร์สที่เกี่ยวกับ Project Management ก็ได้ฮะ เราก็จะได้ PDU เพิ่มมา จะได้เท่าไรก็ขึ้นอยู่กับว่าคอร์สนั้นใหญ่-เล็กแค่ไหนครับ


กรุณาอย่าหลงเชื่อข้อมูลข้างบนนี้ มันผิด!!! อ่านที่นี่ดีกว่าครับ (ที่เหลือข้างล่างถูกแล้วนะ) :D


PMP_Exam_Sample

สอง กรอกใบสมัคร … เมื่อเรามั่นใจว่าพร้อมแล้วก็กรอกใบสมัครครับ (แนะนำว่าให้กรอกแบบออนไลน์) อย่าเพิ่งคิดว่ามันเป็นเรื่องกล้วยๆเชียวนะ ผู้มีประสบการณ์ให้คำแนะนำว่าเตรียมเวลาไว้เลย 1 เดือน!!! ทำไมถึงเสียเวลาขนาดนี้หละ? ก็เพราะว่า PMI เค้าอยากได้ข้อมูลแบบละเอียดสุดๆว่าเรามีประสบการณ์บริหารโครงการมามากแค่ไหนแล้ว เล่นกันแบบว่าทำงานกับแต่ละ Process มากี่ชั่วโมงเลยทีเดียว จากรูปจะเห็นเลยครับว่าเราต้องกรอกจำนวนชั่วโมงในการมีส่วนร่วมกับ Initial Process มากี่ชั่วโมง แล้วเราต้องนั่งเทียนกับ Process ที่เหลืออีกเป็นสิบเลย… ตรงนี้แหละที่เสียเวลาครับ


สาม สมัครพร้อมจ่ายเงิน … กรอกใบสมัครเสร็จแล้วทาง PMI เค้าก็จะตรวจสอบใบสมัครเราแล้วจะติดต่อกลับมาภายใน 5 วันครับ ถ้าทุกอย่างไปได้สวย ก็ถึงเวลาควักกระเป๋าครับ ถ้าเป็นสมาชิก PMI ก็ $405 ถ้าไม่เป็นสมาชิกก็ $555 ครับ แพงใช่เล่นนะเนี่ยะ


สี่ ตรวจสอบคุณสมบัติ … ถ้าโชคร้ายจริงๆ เราจะถูกเลือกแบบสุ่มเพื่อเข้ากระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติ (Audit Process) ครับ สถิติบอกว่ามีแค่ 1% ของผู้สมัครที่จะโดนครับ เตรียมตัวไว้ซักหน่อยก็ดีฮะ การตรวจสอบนี้ PMI จะให้เราส่งเอกสารหลักฐานต่างๆไปให้ เช่น ใบปริญญา หลักฐานจากการเข้าอบรมต่างๆ และลายเซ็นของหัวหน้างาน เป็นต้นครับ


ห้า เตรียมตัวแล้วก็สอบ … ถ้าผ่านด่านการสมัครสอบเรียบร้อยแล้ว ที่เหลือก็เตรียมตัวให้พร้อมแล้วก็ไปสอบครับ


ข้อมูลเยอะมากเลยครับ ผมไม่สามารถอธิบายให้ครบทุกประเด็นได้ เพื่อนๆลองอ่านต่อจากที่นี่ครับ


เคล็ดลับเล็กๆน้อยๆ

ผมเข้าใจว่าเรื่องหลักที่เพื่อนๆอยากรู้คงไม่พ้นการสอบเนอะ งั้นเรามาว่ากันเรื่องนี้เลยครับ


หนึ่ง การเตรียมตัวสอบ … หนังสือคู่มือผมแนะนำไว้คือ PMBOK นั้นเป็นคู่มือที่ดีเวลาทำงาน แต่ไม่เหมาะถ้าจะใช้เป็นที่พึ่งในการสอบครับ เพราะข้อมูลมันเรื่อยๆ อ่านไปจะหลับไป แถมเขียนด้วยภาษาที่เป็นทางการค่อนข้างมาก อ่านแล้วจำอะไรไม่ค่อยได้ครับ ดังนั้นเราจำเป็นจะต้องมีหนังสืออีกอย่างน้อยหนึ่งเล่มเพื่ออ่านเตรียมสอบ ผู้มีประสบการณ์แนะนำว่าให้อ่านหนังสือของ Rita Mulcahy เป็นหลักครับ นี่เป็นหนังสือคู่มือสอบ PMP ที่ได้รับความนิยมมากในระดับโลกเลย ลองหามาอ่านกันดูครับ


สอง ข้อสอบ … ข้อสอบจะเป็นแบบ 4 ตัวเลือก เราต้องเลือกข้อที่คิดว่าถูกต้องที่สุด (เพื่อนๆเซียนอยู่แล้วหละกับข้อสอบแนวนี้) มีทั้งทฤษฎีและคำนวณ เช่นคำนวณพวก Cost หรือ Duration ต่างๆ อ้อ ข้อสอบเป็นภาษาอังกฤษนะครับทำให้งานของเรายากขึ้นมาหน่อย

PMP_Sample_Question
ข้อสอบมีทั้งหมด 200 ข้อ คนที่จะผ่านต้องตอบถูก 81.7% หรือ 164 ข้อครับ จากข้อมูลที่ผมมีตอนนี้ (ปี 2005 อาจจะเก่าหน่อย) 70% ของข้อสอบจะเน้นไปที่ Planning, Executing, และ Controlling Project ครับ ตอนอ่านหนังสือก็ให้ความสำคัญกับจุดนี้มากหน่อยนะครับ


เรามีเวลา 4 ชั่วโมงในการทำข้อสอบ 200 ข้อ เฉลี่ยออกมาก็ 50 ข้อต่อชั่วโมงหรือประมาณ 1 นาทีกว่าๆต่อข้อ เราต้องบริหารเวลาให้ดีด้วยนะครับ ไม่งั้นหลังๆทำไม่ทันแน่ๆ ข้อสอบ PMP ยากครับ คำตอบที่เค้าทำออกมาจะดูเหมือนว่ามีข้อถูกมากกว่า 1 ข้อเสมอ เราต้องเลือกข้อที่ดูแล้วถูกต้องที่สุด ย้ำว่าที่สุดนะครับ ดังนั้นเวลาทำข้อสอบ หลังอ่านคำถามแล้ว พยายามตัดข้อที่คิดว่าผิดแน่ทิ้งไปก่อนเลย เหลือพิจารณาข้อที่น่าจะถูกเพื่อหาข้อที่ถูกที่สุด ทำแบบนี้จะช่วยเราประหยัดเวลาได้มากเลยครับ


คุยกับผู้มีประสบการณ์

ผมไม่เคยสอบ PMP ครับ ข้อมูลที่เขียนมาก็ได้จากการอ่านหนังสือ ผมมีหนังสือเตรียมสอบ PMP อยู่หนึ่งเล่มแต่ไม่เคยได้ใช้งานจริงๆเลยจนมาเขียนบทความนี้ ฮ่าๆ บวกกับที่ผมหาข้อมูลเพิ่มเติมจากเวปไซต์ของ PMI บ้างนิดหน่อย แต่ทั้งหมดที่เขียนมาผมคิดว่าสิ่งที่ตัวผมเองไม่สามารถถ่ายทอดออกมาได้ดีคือประสบการณ์ตรงจากการสอบ PMP ผมเลยติดต่อทาบทามรุ่นพี่ที่ทำงานซึ่งได้ PMP มาครอบครองแล้วให้ช่วยเล่าให้ฟังครับว่า การสอบ PMP เป็นอย่างไรบ้าง พี่เค้ามีการเตรียมตัวสอบอย่างไร แล้ว PMP มีประโยชน์อย่างไรในชีวิตจริง … มีประโยชน์มากเลยครับ ลองฟังกันดู


Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.


ขอบคุณพี่เชอรี่ด้วยครับ
:-P


ทั้งหมดนี้ก็เป็นข้อมูลที่ผมรวบรวมได้เกี่ยวกับขั้นตอนและแนวทางการสอบ Project Management Professional (PMP) ถ้าขาดตกเรื่องใดไปรบกวนให้เพื่อนๆที่มีประสบการณ์เรื่องนี้ช่วยเสริมให้ด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

Mindly_in_Blog_Post_608