Waterfall .. Iterative .. Agile เลือกใช้อะไรดี?

Posted by kannique On July - 25 - 201013 COMMENTS
1 Star2 Stars3 Stars (No Ratings Yet)
Loading ... Loading ...

ประสบการณ์กับ Waterfall

ถ้าถามว่าผมรู้จัก Waterfall ตั้งแต่เมื่อไร? … นานแล้วครับ เป็นเพื่อนสนิทกันตั้งแต่สมัยเรียนปี 4 เลย ก็ตอนทำ Project จบนั่นไง จะว่าไปก็เหมือนจำใจนิดหน่อยนะครับในเมื่อช่วงเวลานั้นมีเพื่อนให้เลือกคบอยู่ไม่กี่คน Waterfall หรือไม่ก็ Iterative อะ แถมให้อีกคน Spiral


ที่เลือก Waterfall ก็เพราะดูเป็นคนดีจัง ตรงไปตรงมาครับ บอกว่าจะทำอะไรก็ทำให้เสร็จก่อนจะเริ่มงานต่อไป อ่านง่าย เข้าใจง่าย แล้วทำไมผมไม่เลือกเพื่อนอีกสองคนหละ? ก็ Iterative ดูเหมือนถ้าทำงานด้วยแล้วมันซ้ำไปซ้ำมาครับ บอกว่าออกแบบระบบเสร็จแล้วนะ เราก็หลงดีใจ แต่ไปๆมาๆ กลับมาออกแบบอีกละ งงจัง สุดท้าย Spiral เห็นแล้วคบไม่ได้เลยครับ ดูแล้วมึนมากๆ คนอะไรคดเคี้ยวเลี้ยวไปเลี้ยวมาเป็นก้นหอยเลย


SDLC

Waterfall เป็นเพื่อนที่ดีของผมมากๆครับ อย่างน้อยก็ช่วยให้ผมเรียนจบปริญญาตรีแหละน่า พอมาเริ่มทำงานใหม่ๆ เราก็ยังสนิทกันดีนะครับ อะไรๆก็ลงตัวไปหมด จนวันเวลากับหน้าที่การงานของผมผ่านเลยมาประมาณ 3 ปี ผมรู้สึกว่าผมเริ่มมองเพื่อนรักคนนี้เปลี่ยนไปครับ ไม่แน่ใจว่า “ฉันหรือเธอที่เปลี่ยนไป” ครับ ผมเริ่มรู้สึกว่าเราเข้ากันไม่ได้ จากที่ผมเคยพึ่งพา Waterfall ได้เต็มที่ก็เริ่มจะมีปัญหาจนทำให้ผมส่งงานไม่ทันตามกำหนด


จากที่ไม่เคยคิดมองหาเพื่อนคนอื่น ผมต้องเปลี่ยนความคิดนั้นครับ ผมหันมามอง Iterative ที่ยืนมองสถานการณ์ระหองระแหงของผมกับ Waterfall อยู่ห่างๆ เมื่อลองศึกษาดูใจกันอีกซักครั้ง ผมคิดว่าเอ้อ … เรากับ Iterative ก็น่าจะไปกันได้ดีนะเนี่ยะ เอาวะ … ลองดู ไม่มีอะไรจะเสียอยู่แล้ว ผมประกาศของพักความสัมพันธ์กับ Waterfall ชั่วคราวเพื่อหันมาคบกับ Iterative อย่างจริงจัง (อย่าหาว่าผมหลายใจเลยนะ) ปรากฎว่า WORK!!! เข้ากันได้ดีเป็นปี่เป็นขลุ่ย สั่งซ้ายได้ซ้าย สั่งขวาได้ขวา งานผมเสร็จตรงตามเวลาตลอดเลยครับ ตอนนั้นปลื้มจริงๆ เล่นเอาลืม Waterfall ไปเสียสนิทเลย


ผมร่วมทุกข์ร่วมสุขกับ Iterative มา 3 ปี … ตอนนั้นความรู้สึกเดิมๆกลับมาเยือนผมอีกครั้งอย่างไม่ตั้งใจ ทำไมผมถึงรู้สึกเปลี่ยนไป ทำไมผมมองว่า Iterative ไม่เข้าใจผม ไม่ช่วยกันทำงานให้ได้ดีเหมือนเดิม หรือว่ามันถึงเวลาที่ผมต้องเลือกตัดใจเลือกอีกครั้ง? ผมมองไปทางซ้ายเจอ Spiral โห ให้ตายเหอะ … ยังไงก็ไม่เอา มันวนไปวนมา มึนๆๆ มองไปทางขวา เอ๊ะ นั่นใครยืนอยู่ที่มุมทางเดินห้อยป้ายชื่อ Agile ไว้ตัวเบ้อเริ่มเลย ผมคิดในใจชื่อไม่เท่ห์เลยอะ ผมกะว่าจะไม่สนใจแล้วนะ แต่มีเสียงแนะนำจากเพื่อนๆไม่ขาดสายให้ผมเปิดใจหน่อย ดูคนอย่าดูแต่ภายนอก … อะๆ ก็ได้ๆ ลองดู


เหมือนเดิมครับ Agile กลายมาเป็นเพื่อนที่ดีของผมตั้งแต่ปีที่แล้วจนถึงตอนนี้ ส่วน Iterative หนะหรอ? ผมเก็บเข้า Collection ไปไว้ข้างๆ Waterfall เรียบร้อย ถึงตรงนี้ผมรู้สึกผิดมั้ยที่ทำกับเพื่อนที่ซื่อสัตย์ทั้งสองคนได้ลงคอ? ก็รู้สึกอยู่เหมือนกันครับ ผมเลยลองนั่งคิดทบทวนไปว่า ใครเปลี่ยนไป? ผมหรือ Waterfall กับ Iterative ผิด? … คำตอบที่ผมได้มาคือสิ่งแวดล้อมรอบข้างต่างหากที่เปลี่ยนไป


อะไรที่เปลี่ยนไปบ้าง ประสบการณ์ของตัวผมและทีมงาน ความต้องการของลูกค้า ความเร่งด่วนของงาน มีผลทั้งทำให้ความคิดของผมเปลี่ยนไปทั้งนั้นเลยครับ ผมคิดว่าการจะเลือกคบเพื่อนดีๆซักคนเป็นเรื่องที่ … ไม่ยาก ไม่ง่ายนะ ถ้าเรามีหลักการเลือกคนที่จะมาร่วมคิดร่วมงานที่ดี


โชคดีครับที่ผมรู้แล้วว่ากับ Software Development Project เราไม่จำเป็นต้องเลิกคบเพื่อนหนึ่งคนเพื่อมาหนุงหนิงกับเพื่อนอีกคน … เราเป็นเพื่อนได้กับทุกคนแหละ อยู่ที่ว่าสถานการณ์ปัจจุบันนี้ เราควรจะเดินไปขอคำปรึกษา ขอความช่วยเหลือจากใคร


จากประสบการณ์ของผม ผมมีหลักการเลือกเพื่อนดังนี้ครับ

1. Requirement Stability

ความแน่นอนของ Requirement เป็นปัจจัยหลักเลยที่ผมใช้ในการตัดสินใจเลือกเพื่อนร่วมทางครับ มันสำคัญยังไง สำคัญตรงที่ถ้า Requirement ใน Project ของเรามีความไม่แน่นอน ไม่สมบูรณ์ ไม่ชัดเจนแล้วเราจะเลือก Waterfall ก็คงเป็นเรื่องที่ไม่ดีแน่ๆครับ เพราะว่าคุณ Waterfall เค้าค่อนข้างจะมีความเป็นตัวของตัวเองสูง ไม่ค่อยจะยอมยืดหยุ่นให้กับใครซักเท่าไร ระหว่าง Coding อยู่แล้วเกิด Requirement Change ขึ้นมา จะขอคุณ Waterfall กลับไปทำ Design ใหม่ ผมกลัวว่าเค้าจะไม่ยอมนะครับ


ผิดกับคุณ Iterative กับ Agile เลยครับ สองคนนั้นยืดหยุ่นเต็มที่เลย ยิ่งคุณ Agile นะเค้าชอบมากเลย Change เนี่ยะ


2. Requirement Dependency

ความเกี่ยวพันกันของ Requirement นั้นจะมองเห็นภาพชัดเจนก็เมื่อมี Requirement Stability สูงครับ แล้วเพื่อนคนไหนเหมาะกับ Project ที่มี Requirement พันกันให้ยุ่งเหยิงไปหมดละ ตรงนี้ผมคิดว่าคุณ Waterfall ได้เปรียบนะครับเพราะว่าถ้าเรามองเห็นภาพของงานที่ชัดเจนแล้ว


Select_SDLC_1

การเลือกคุณ Waterfall มาเป็นเพื่อนจะเป็นการทำงานที่มีกระบวนการที่ชัดเจน ทำทีเดียวเสร็จในแต่ละ Phase ซึ่งจะเป็นการจัดการความเกี่ยวพันกันของ Requirement ได้ดีกว่าการเลือกคุณ Iterative หรือคุณ Agile ตัวอย่างเช่น ถ้าเราเลือก Iterative ระหว่างทำงานอยู่ใน Iteration ที่ 5 เกิดเจอปัญหาที่ส่งผลไปถึง Requirement ที่เสร็จไปแล้วใน Iteration ที่3 แบบนี้เราจะทำยังไงดี? ก็โอเคหละว่าเจอปัญหาก็ต้องแก้ แต่เราจะเสียเวลามากขึ้นในส่วนที่เป็น Overhead (เช่น Planning) ของ Project เมื่อเทียบกับ Waterfall ครับ


3. Staff Discipline

อย่างที่รู้กันครับว่าคุณ Waterfall เป็นคนที่มีระเบียบวินัยสูงปรี๊ด แต่แปลกครับ แปลกที่เค้าชอบคบกับคนที่ไม่ค่อยจะมีกฎมีเกณฑ์ แถมไม่คบเปล่านะ ชอบจะสั่งสอนให้เรากลายเป็นคนมีระเบียบวินัยมากขึ้นด้วยซ้ำ ถ้าเพื่อนๆคิดว่าจะคุมตัวเองไม่ได้เวลาทำงานใน Project ลองพิจารณาคบคุณ Waterfall ไว้เป็นเพื่อนซักคนครับ รับรองไม่ผิดหวัง เพื่อนๆจะได้รู้กฎเกณฑ์ ขั้นตอนที่ถูกต้องสำหรับ Software Development Project เลย


อะ แต่ถ้าเพื่อนๆเป็นคนมีระเบียบวินัยพอสมควรอยู่แล้ว (ผมเองก็เริ่มมีระเบียบขึ้นหลังจากคบกับคุณ Waterfall นี่แหละ) จะปันใจมากหาคุณ Iterative ก็ได้นะครับ คนๆนี้ค่อนข้างจะยืดหยุ่น ใจดี ตามใจเราในหลายๆเรื่อง บางครั้งอยู่กับคุณ Iterative ก็สบายใจดีครับ
เราสามารถปรับเปลี่ยนตัวเองให้เหมาะสมกับสถานการณ์ต่างๆของ Project ได้อย่างคล่องตัวทีเดียว


สุดท้ายถ้าเพื่อนๆและทีมงานเป็นคนที่มีความรับผิดชอบสูงมากกกก รู้หน้าที่ มีวินัย ใฝ่คุณธรรมแบบสุดๆ ผมแนะนำว่าให้ติดต่อคุณ Agile เลยครับ คนนี้ใจดีแบบสุดตัว เราอยากได้อะไร อยากเปลี่ยนแปลงงานตรงไหน ได้หมดครับ อยู่ด้วยแล้วสบายใจไม่มีปัญหากับเค้าเลย แต่ แต่ แต่ … ต้องถามตัวเองให้หนักๆนะครับว่า คุณมีความรับผิดชอบสูงพอ เพราะด้วยความใจดีของคุณ Agile เค้าจะไม่ค่อยมาเจ้ากี้เจ้าการให้เราทำนู่นทำนี่หรอกนะ (ไม่โหดแบบคุณ Waterfall) ถ้าเราขี้เกียจ ไม่รับผิดชอบหละก็ รับรองได้ว่าพากันลงเหวทั้งคู่ชัวร์ครับ


4. Staff Experience

เอาหละ ถ้าพูดถึงเรื่องงานหละ เพื่อนคนไหนเหมาะกับเราบ้าง? คนแรกเจ้าเก่า คุณ Waterfall ถ้าเพื่อนๆไม่มีประสบการณ์ในงานของตัวเองเท่าไรทั้งในเรื่อง Technical และ Process เลือกคบคุณ Waterfall ไปเถอะครับ เค้าจะช่วยให้เพื่อนๆทำงานได้อย่างสบายใจ (พอสมควรเลย) เพราะอะไร ก็เพราะว่าเราจะได้ทำงานอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ถ้าในแง่ของ Technical เราจะมีเวลาทำ Requirement -> Design -> Coding -> Testing ทีละอย่าง ทำให้เรามีสมาธิเต็มที่ในการคิดและวิเคราะห์งานในส่วนนั้นอย่างละเอียดละออซึ่งจะช่วยลดปัญหาที่จะเกิดขึ้นได้เยอะเหมือนกันครับ


ถ้าเพื่อนๆทำงานมาซักระยะนึงแล้ว มีความรู้ในตัวงานมากขึ้นจนมั่นใจระดับหนึ่งและต้องการความยืดหยุ่นในการทำงานมากขึ้น ผมคิดว่าเพื่อนๆก็พร้อมที่จะมองมาที่คุณ Iterative แล้วหละครับ เค้าจะใจดีให้เพื่อนๆแบ่งทำ Requirement -> Design -> Coding -> Testing หลายๆรอบซึ่งเหมาะกับ Project ที่ต้องส่งงานให้ลูกค้าดูอยู่เรื่อยๆตรงนี้ต้องมั่นใจนะครับว่าเรามีความรู้ในงานดีพอตัวเพราะว่าการตัดแบ่งว่า Requirement ไหนควรทำการทำหลัง ทำใน Iteration ไหนเป็นเรื่องที่ใช้ประสบการณ์เยอะเลยหละ


สุดท้ายถ้าเพื่อนๆมั่นใจว่าฉันเชี่ยวชาญระดับ “ป๋า” แถมประสบการณ์บอกเพื่อนๆว่า “Project นี้ต้องมี Changes เยอะแน่ๆ” ผมแนะนำให้ยกหูหาคุณ Agile ทันทีเลยครับ เค้าเก่งมากเลยเรื่อง Incremental Release และ Change Management เนี่ยะ รับรองได้ว่าลูกค้าจะได้ดูความคืบหน้าของงานอย่างบ่อยเลยครับ Change หรอ? … มาเหอะ เดี๋ยวคุณ Agile จัดการให้ เค้ามีกระบวนการจัดลำดับความสำคัญของงานที่ดี มีความยืดหยุ่นในการโอนย้ายถ่ายงานจาก Iteration หนึ่งไปอีก Iteration หนึ่งได้อย่างยอดเยี่ยมครับ


5. Customer Review

ถ้าลูกค้าของเพื่อนๆอยากเห็นความคืบหน้าของงานบ่อยๆเราทำยังไงดีครับ? เอาแบบสุดยอดเลยนะ คุณ Agile ครับเหมาะมากๆ เค้าจะสอนให้เราแบ่งงานออกเป็นงานย่อยๆ (User Story) แล้วพยายามทำให้เสร็จภายในระยะเวลาสั้นๆ (Iteration) งานนี้ต้องเสร็จสมบูรณ์ชนิดที่เรียกว่าส่งให้ลูกค้าใช้งานได้จริงเลยนะครับ ข้อดีก็คือเมื่อส่งงานบ่อยเราจะได้ Feedback บ่อย จริงอยู่ครับ Feedback ก็อาจจะหมายถึง Change นั่นแหละ แต่เรื่องแบบนี้ยิ่งรู้เร็วยิ่งดีครับ เราจะมีเวลาปรับปรุงแก้ไขได้ทันท่วงที ดีกว่าไปได้ Feedback ตอนเหลือ 2 สัปดาห์จะต้องส่งงานนี่ … ตัวใครตัวมันเลยนะครับ


นอกจาก Feedback แล้ว ถ้าลูกค้าถูกใจงานที่เราส่งให้ไป … เราเก็บเงินเค้าได้ด้วยนะเออ หัวหน้าเราต้องปลื้มแน่ๆเลยครับ


ในกรณีนี้การเลือกคบคุณ Iterative ก็เป็นทางเลือกที่ไม่เลวนะครับ เค้าช่วยเราได้พอตัวเลย (อาจจะไม่ถึงขนาดคุณ Agile) ถ้าทีมงานของเรายังไม่ “ป๋า” มากนัก เค้าจะช่วยให้เราส่งงานให้ลูกค้าดูได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่เสียคุณภาพของงานไปครับ


สุดท้ายที่ไม่แนะนำก็คือคุณ Waterfall เฮ้อ คนนี้เค้าเจ้าระเบียบครับ ลูกค้าส่ง Requirement มาให้เราแล้ว … อยากเห็นความคืบหน้าหรอ? นู่นนน กว่าจะ Testing เสร็จก็รอไปเกือบจบ Project เลยหละครับ ไม่เหมาะอย่างยิ่ง


เลือกใครดีหนอ?

อย่างที่ได้เกริ่นไว้ตอนต้นครับว่า สิ่งที่เปลี่ยนไปคือลักษณะงานของเรา ไม่ใช่ตัวเราหรือเพื่อนๆทั้งสามคนนั้นเลย ถึงตรงนี้ก็อยู่ที่ว่าใครจะเลือกเพื่อนคนไหนมาร่วมงานด้วยครับ สำหรับตัวผม ผมจะใช้หลักห้าข้อนี่ในการตัดสินว่าจะเลือกใคร แล้วเพื่อนๆหละครับ มีหลักการในการเลือกเพื่อนร่วมทางยังไงบ้างฮะ? :D


มาทำโลกนี้ให้น่าอยู่กันดีกว่า

The world is a dangerous place to live, not because of the people who are evil, but because of the people who don’t do anything about it.

~ Albert Einstein

คนที่คุณก็รู้ว่าใคร …


ผลสำรวจ

หลังจากที่เปิดการสำรวจว่าตอนนี้ใช้ SDLC แบบไหนกันอยู่ ผลก็ได้ออกมาแล้วครับว่า Waterfall ยังคงเป็น SDLC ยอดนิยมของพวกเราเหมือนเดิม ได้คะแนนโหวตมาตั้ง 55% เรียกว่านำโด่งเลย


Poll-SDLC

ตามมาก็คือ Agile Development ครับ คะแนนก็ไม่น้อยเลยนะ 26% ถือว่าเป็นน้องใหม่ที่มาแรงมากเลยครับ คาดว่าอีกไม่ช้าคงได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นจนไล่ Waterfall ได้อย่างสนุกสูสีเลยหละ


ถ้าใครสนใจเรื่อง Agile Development เป็นพิเศษ ลองแวะไปเยี่ยมชม Agile66.com ดูครับ มีข้อมูลความรู้ดีๆเยอะมากครับ


ขอบคุณสำหรับทุกผลคะแนนเสียงครับ :D

เกือบ 1 ปีกับจำนวนสมาชิกที่เกิน 100

Posted by kannique On July - 11 - 2010ADD COMMENTS
1 Star2 Stars3 Stars (No Ratings Yet)
Loading ... Loading ...

108 Subscribers

ผ่านมาเกือบๆ 1 ปี Chapterpiece.com มีจำนวนสมาชิกผู้รับข่าวสารเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนวันนี้ (11 กรกฎาคม 2553) จำนวนสมาชิกเกิน 100 คนแล้วครับ ผมเองต้องขอขอบคุณเพื่อนๆทุกคนที่ติดตามผลงานมาโดยตลอดนะครับ ด้วยกำลังใจที่ได้มา ผมจะหาสิ่งดีๆที่เป็นประโยชน์มานำเสนอต่อไปครับ :-D


108_subscribers

บทความยอดนิยมจาก RSS Feed

  1. การให้คำเสนอแนะกับผู้บังคับบัญชา (How to Give Your Boss Feedback)
  2. Buffer Management ที่ถูกต้องเพื่อ Project Plan ที่สมบูรณ์
  3. 12 เครื่องมือดีๆสำหรับ Freelance
  4. Project Management: ปัญหาการเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง
  5. ฟรี Project Management Template


Project Manager กับ Product Manager

Posted by kannique On July - 3 - 20101 COMMENT
1 Star2 Stars3 Stars (No Ratings Yet)
Loading ... Loading ...

ความเหมือนที่แตกต่าง

จุดมุ่งหมายของ Project Management กับ Product Management คือการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพตรงใจลูกค้าภายในระยะเวลาและงบประมาณที่กำหนด จุดหมายปลายทางเดียวกันหมายความว่าหน้าที่และมุมมองในการทำงานต้องเหมือนกันหมดเลยรึเปล่า? ไม่ใช่หรอกครับ ข้อแตกต่างที่ชัดเจนหนึ่งข้อคือ


Project Manager
จะนั่งนับวันนับคืนรอให้ถึงวันสุดท้ายของ Project แต่

Product Manager นั้นจะทำทุกอย่างไม่ให้ถึงวันสุดท้ายของ Product ที่ตัวเองรับผิดชอบอยู่ Product Manager ต้องการให้ Product ของเขามีอายุยืนยาวและทำกำไรให้ได้มากที่สุด ถึงแม้ว่าความต้องการใน Product จะลดลง เขาก็จะคิดหาทางให้ Product ของเขากลับมาขายได้อยู่ตลอดเวลา


ขยายความอีกนิดนึงนะครับ Project Manager คือคนที่รับผิดชอบในการวางแผน บริหาร ควบคุมและติดตามงานทุกอย่างใน Project ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้าย เขาจะทำการวางแผนในการใช้ทรัพยากรที่มีให้เกิดประโยชน์สูงสุด บริหารจัดการความเสี่ยงต่างๆ และติดต่อสื่อสารกับบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเพื่อให้ประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ในระยะเวลาและงบประมาณที่กำหนด พิจารณาในมุมที่เกี่ยวข้องกับ Product Management แล้วนั้น Project เกิดขึ้นได้ในหลายสถานการณ์เช่น เพื่อเพิ่ม Feature ใหม่ๆเข้าไปใน Product หรือสร้าง Product ชนิดใหม่ เมื่อ Project เสร็จสมบูรณ์แล้ว โดยทั่วไป Project Manager ก็จะย้ายไปทำงานใน Project ใหม่ซึ่งอาจจะเกี่ยวข้องกับ Product ตัวอื่นๆในบริษัท


Product Manager เป็นคนที่รับผิดชอบทุกอย่างที่เกี่ยวกับความสำเร็จของสินค้า (Product) ไม่ใช่โครงการ (Project) นะครับ งานของ Product Manager จึงไม่ได้สิ้นสุดอยู่แค่ Project จบ (แล้ว Project Manager ก็ย้ายไปรับงานใหม่) Product Manager ก็ยังคงอยู่ที่เดิมครับ บริหารจัดการ Product ตัวเดิมอยู่จนกว่ามันจะสิ้นอายุขัย นั่นคือเมื่อต้องการจะออก Product รุ่นใหม่บริษัทก็จะเปิด Project ใหม่ขึ้นมารองรับ Product Manager ก็จะเป็นคนที่อยู่ร่วมงานกับทีมงานซึ่งอาจจะเป็นกลุ่มเดิมหรือกลุ่มใหม่ก็ได้ตั้งแต่ต้นครับ ต้องมีส่วนร่วมในการวาง Objective และให้ข้อมูลด้านธุรกิจกับทีมงานด้วย


ตรงนี้เพื่อนๆจะเห็นว่า Product Manager เนี่ยะจะขอกอด Product ที่ตัวเองดูแลอยู่ไปยาวๆเลยครับ ส่วน Project Manager เนี่ยะ มาเดี๋ยวก็ไปครับ ไปรับทำงานให้กับ Product อื่นๆต่อไป


Project Manager ที่ดี

การที่จะเป็น Project Manager ที่ดีได้นั้นต้องมีคุณสมบัติเฉพาะตัวเยอะเหมือนกันครับ ลองทำแบบสอบถามนี้ดูแล้วจะรู้ว่าคุณเป็น Project Manager ที่ดีแล้วหรือยัง?


Product Manager ที่ดี

มันไม่ได้มีมาตรฐานแน่นอนสำหรับคำว่า “Product Manager ที่ดี” หรอกครับ มันขึ้นอยู่กับลักษณะงานและความคาดหวังของบริษัทซึ่งก็แตกต่างกันไป ตัวอย่างเช่นในบางบริษัท Product Manager มีส่วนรับผิดชอบในเรื่องกำไร-ขาดทุนของ Product นั้นๆ ในขณะที่บางบริษัทไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบ


แบบนี้เพื่อนๆก็อาจจะสงสัยว่า อ้าว แล้วแบบนี้เราจะวัดได้ยังไงว่าใครเป็น Product Manager ที่ดี คำตอบกลางๆเลยก็คือก็วัดจากความสำเร็จของ Product ที่เค้าดูแลอยู่นั่นแหละ ง่ายที่สุดแล้ว Product Manager ที่ดีจะมี Product ที่ดีและประสบความสำเร็จ มี Feature ตรงใจลูกค้า สร้างรายได้ให้กับบริษัทได้ในระดับน่าพอใจ ส่วน Product Manager ที่ไม่ดี … ก็ตรงข้ามทุกอย่างครับ


อืมมม แล้วคำจำกัดความของ Product ที่ประสบความสำเร็จหละ เป็นยังไง?

  1. ความพึงพอใจของลูกค้า (Customer Satisfaction): มองง่ายๆนะครับ Product ที่ดีต้องตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดี มีเสียงบ่นจากลูกค้าไม่มากครับ
  2. ความสำเร็จทางการเงิน (Financial): ก็ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละบริษัทนะครับ เช่น ความสำเร็จทางการเงินควรวัดจากรายรับ กำไร ส่วนต่าง หรือตัววัดอื่นๆ
  3. ความสำเร็จทางการจัดการ (Internal/Operational): เป็นการประเมินผลดูว่า Product นี้ถูกจัดการได้ดีแค่ไหนภายใต้ Product Manager คนนี้ ตัววัดก็อาจจะเป็น จำนวน Defect ที่เจอ, การส่งงานได้ตรงตามเวลาภายใต้งบประมาณที่กำหนด, จำนวนคำตำหนิติชมจากลูกค้า เป็นต้นครับ
  4. ความสำเร็จทางการบริหาร (Product Management): เป็นการวัดความสำเร็จจากการทำงานของ Product Manager โดยตรง เช่น มีการเข้าไปเยี่ยมเยียนลูกค้า (Customer Visit), จัดการวางแผนระยะยาว (Roadmap), คิดหากลยุทธ์ของ Product ที่ดีขึ้น, หาข้อมูลและวิเคราะห์คู่แข่งที่มีในตลาด, จัดการส่งมอบ Product ได้ตรงตามเวลาและความต้องการ และสื่อสารข้อมูลและความเคลื่อนไหวของ Product ให้กับผู้เกี่ยวข้องในบริษัทอย่างสม่ำเสมอ เป็นต้นครับ


ข้อคิดที่น่าสนใจ

บทบาทและหน้าที่ของทั้งสองคนดูใกล้เคียงกันจังเลย คนนึงหาตลาด ดู Requirement ลูกค้า อีกคนนึงก็จัดการ Project ไป ดูน่าจะเข้ากันได้ดี … รึเปล่า? ตรงนี้แหละครับความท้าทายเลย ความท้าทายที่ต้องจัดการเหตุขัดแย้งที่อาจจะเกิดขึ้นจากทั้งสองคนนี้ครับ ตัวอย่างก็คือ Product Manager ทุกคนอยากให้ Product ตัวเองมี Feature ดีๆที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้มากที่สุด Product Manager ก็เลยชอบจะมาแย็บๆของเพิ่ม Requirement ขอเปลี่ยน Requirement อยู่เรื่อยๆ (ก็อยากเอาใจลูกค้านี่หน่า) แบบนี้ใครเครียดครับ? แน่นอนเลย Project Manager ทุกคนไม่ปลื้มอยู่แล้วครับกับ Scope ที่เปลี่ยนแปลงบ่อยๆ Project Manager ต้องใช้ความพยายามอย่างหนักเลยที่จะทำให้ Scope ของงานเล็กที่สุดเพื่อที่จะได้ทำเสร็จในเวลาและงบประมาณที่กำหนด


ดูๆไปแล้วถ้าต่างคนต่างยึดถือแต่ความต้องการของตัวเอง งานคงไปไม่รอดหรอกครับ ถ้า Product Manager ก็ไม่สนเลยว่าคนในทีมจะทำงานทันมั้ย เอาแต่เพิ่ม Requirement แก้ Requirement อยู่ตลอดเวลา สุดท้ายงานไม่เสร็จ ในมุม Project Manager หละ ถ้าไม่สนใจเลยว่าตอนนี้โลกเค้าเปลี่ยนไปยังไง ลูกค้าจะต้องการอะไร ขอแค่ Project ให้เสร็จเป็นพอ Product จะขายได้รึเปล่าไม่สนหละ … สุดท้าย Product ขายไม่ออก บริษัทก็อยู่ไม่รอด


Project Manager กับ Product Manager ที่ดีต้องสามารถสร้างความสมดุลในการทำงานร่วมกันได้ครับ โดย Project Manager ที่ดีต้องรู้ว่างานจะประสบความสำเร็จได้ไม่ใช่แค่การส่งมอบที่ตรงเวลาภายใต้งบประมาณที่กำหนด แต่ต้องเป็นงานที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างเหมาะสมด้วย ส่วน Product Manager ที่ดีก็ต้องรู้ด้วยว่าต่อให้ Feature ของคุณจะสุดยอดแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์ถ้าสิ่งเหล่านั้นไม่เคยถูกส่งถึงมือลูกค้าเพราะ Project เลื่อนแล้วเลื่อนอีกครับ


ทั้งสองตำแหน่งนี้มีความสำคัญต่องานไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลยครับ Project Manager ต้องมีความสามารถและทักษะในการบริหารจัดการที่ดี รู้และเข้าใจในตัว Product พอสมควร ในขณะที่ Product Manager นอกจากความเข้าใจ Product อย่างลึกซึ้งแล้วก็ต้องมีหัวธุรกิจ มีความสามารถในการวิเคราะห์ตลาด เข้าใจความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง การจะหาใครซักคนที่จะเก่งทั้งสองด้านแบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย ดังนั้นการที่มีทั้งสองคนอยู่ในทีมเดียวกันจะเป็นการช่วยเติมเต็มซึ่งกันและกันได้อย่างลงตัวครับ


หลังจากที่เข้าใจถึงความเหมือนความต่างและหน้าที่รับผิดชอบของทั้งสองตำแหน่งนี้แล้ว ผมว่าตัวผมเองเหมาะกับ Project Manager มากกว่าครับ … แล้วเพื่อนๆหละครับ เลือก Project Manager หรือ Product Manager กัน? :)