แจก Ebook Project Planning … ฟรี!!!

Posted by kannique On May - 30 - 201062 COMMENTS
1 Star2 Stars3 Stars (2 votes, average: 3.00 out of 3)
Loading ... Loading ...

Who Fails to Plan is Planning to Fail.

“คนที่ล้มเหลวในการวางแผนกำลังวางแผนที่จะล้มเหลว” … ประโยคที่กินใจนี้ถูกกล่าวโดย Sir Winston Churchill นายกรัฐมนตรีประเทศอังกฤษในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ความหมายก็ชัดเจนในตัวเองครับว่าการที่จะทำอะไรให้ประสบความสำเร็จได้นั้น ปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งก็คือการวางแผนที่ดี … การบริหารโครงการ (Project Management) ก็เช่นกัน


ผมเขียน Ebook เล่มนี้ขึ้นมาก็เพราะผมคิดว่าหนึ่งในขั้นตอนที่สำคัญอันดับต้นๆของ Project Management ก็คือการวางแผนโครงการ (Project Planning) อีกทั้งจากสถิติต่างๆที่รวบรวมจากบล็อกของผม เรื่องที่เกี่ยวกับ Project Planning มีคนเข้าอ่านเยอะที่สุดเลยครับ นั่นยิ่งเป็นแรงบวกให้ผมมั่นใจยิ่งขึ้นว่า Ebook เล่มนี้จะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆหลายคน


ในเล่มจะพูดถึงเรื่องหลักๆที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับ Project Planning เช่น

  • บทเริ่มต้นของการทำ Project Planning
  • ขั้นตอนการทำ Project Planning
  • Work Breakdown Structure กับ Network Diagram
  • ตัวอย่าง Project Plan และ
  • เคล็ดลับสำหรับ Project Planning

Subscribe For Free Download

อย่ารอช้าครับ แค่ Subscribe (ด้านบนหรือด้านขวา … หรือด้านล่าง) ก็ Download ได้ฟรีแล้วครับ … สัญญาครับว่าจะเก็บข้อมูลส่วนตัวของเพื่อนๆให้เป็นความลับสุดยอด ไม่ขายไม่แชร์กับใครทั้งสิ้น เพราะผมก็เบื่อ Spam Mail เหมือนกัน :P


ติชมและแนะนำได้เหมือนเดิมครับ


ขอบคุณครับ


ความกล้ากับความกลัว

Courage is not the absence of fear, but rather the judgment that something else is more important than fear.


~
Ambrose Redmoon

A Band Manager of Quicksilver Messenger Service


หนึ่งในการเตรียมการที่ดีสำหรับ Project Manager ก็คือการเผื่อเวลาไว้ให้กับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า Buffer นั่นเองครับ สงสัยกันรึเปล่าครับว่า Buffer มาจากไหน? … ที่มาก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไรมากหรอกครับ ลองดูจากตัวอย่างนี้


PM: ลูกค้าขอให้เพิ่ม feature ที่ export ข้อมูลมาเป็น excel น้องคิดว่าต้องใช้เวลาทำเท่าไรครับ?

Developer: อืมมม ผมคิดว่าน่าจะประมาณ 30 man-day นะครับ

PM: 30 man-day นี้รวมเวลา Test ไปด้วยรึยัง?

Developer: ครับ รวมแล้วครับ

PM: แล้วเวลาสำหรับทำเอกสารหละ?

Developer: อ่อ ยังไม่ได้รวมเลยครับ งั้นขอเพิ่มอีก 5 man-day ละกันฮะ

PM: โอเคครับ ขอบคุณมาก


คำถามคือ Project Manager อย่างเราควรจะเชื่อ Developer เลยรึเปล่าครับ? แหะๆ ผมแนะนำว่าอย่าเพิ่งใจร้อนจะดีกว่านะครับ เพราะโดยทั่วไปแล้ว Developer (จริงๆก็ทุกคนแหละ) มักจะประเมินเวลาที่ใช้ต่ำกว่าความเป็นจริง (underestimate) อยู่เสมอครับ เอาหละ ในเมื่อเรารู้แล้วว่า 35 man-day ไม่น่าจะพอ เราก็ตั้งใจว่าจะเพิ่ม Buffer ไปอีกซัก 10 % ก่อนเอาตัวเลขนี้ไปคุยกับ Project Sponsor เพื่อขอคำแนะนำว่าควรจะรับหรือไม่รับ Change ตัวนี้


ว่าแล้วเราก็แก้ไข Project Plan ใหม่ เพื่อนๆคิดว่าหน้าตาจะออกมาเป็นยังไงครับ?


No No No, Don’t Do This!!!

ถ้าเป็นแบบนี้ Project Manager พลาดแล้วครับ !!! พลาด พลาดยังไง เพราะว่าอะไร? ก็พลาดที่เอา Buffer ที่เตรียมไว้ไปรวมอยู่ในงานเดิมหนะซิครับ สาเหตุที่ไม่ควรทำแบบนี้ก็เพราะธรรมชาติบวกนิสัยของมนุษย์เดินดินอย่างเราๆ ที่ถ้าไม่ใกล้ถึงวันส่งงานก็จะไม่ค่อยมีอารมณ์ทำงานเท่าไรนี่แหละครับ ผมมั่นใจว่าเพื่อนๆหลายคนเป็นแบบนี้ ผมเองก็เป็นเหมือนกันฮะ


Buffer_Management_1_1

ถามว่าถ้า Developer เห็น Project Plan ใหม่นี้แล้ว Developer จะใช้เวลาเขียนโค๊ดเท่าไรครับ 20 วันหรอ? … ยากมากๆครับ 22 วันจะไม่พอด้วยซ้ำ แล้ว Test หละ 10 วันเหมือนที่ประเมินไว้แต่แรกหรอ? ไม่หรอกครับ อย่างน้อยก็ต้อง 11 วันนั่นแหละ สุดท้ายเราก็ต้องมานั่งเครียดแล้วถามตัวเองว่า Buffer เราหายไปไหน? (โดนกลืนไปหมดแล้ว)


We Better Do This.

แล้วที่ควรทำหละ? ผมแนะนำว่า Project Plan ฉบับแก้ไขควรมีหน้าตาออกมาเป็นแบบนี้ครับ การเพิ่ม Task ใหม่เข้าไปจะเป็นการบอกให้ทุกคนในทีมรู้กำหนดเวลาที่แน่นอนของงานที่จะต้องทำ เขียนโค๊ดก็ต้องเสร็จภายใน 20 วันเหมือนเดิม Test ก็ต้อง 10 วันเป๊ะ แล้วถ้ามีอะไรเปลี่ยนแปลงหรือผิดพลาดเราก็จะมี Buffer ที่แท้จริงซึ่งก็คือ Task ที่ชื่อ “Review and Amendment” มารองรับความเสี่ยงตรงนี้ครับ


Buffer_Management_1_2

สำหรับเวลาของ Buffer ที่ควรจะเตรียมไว้ ตรงนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าที่ผ่านมา Developer ที่ประเมินงานให้เรามีประวัติ Underestimate มากน้อยแค่ไหน ถ้า Underestimate มาก เราก็ควรเตรียม Buffer ไว้มากหน่อยครับ อ้อ แล้วก็ไม่ผิดที่จะบวกเผื่อเรื่องที่ไม่คาดคิดอื่นๆด้วย เช่น ความเสี่ยง การเปลี่ยนแปลงต่างๆ การหายไปของคนทำงาน (ป่วย ลาพักร้อน ติดงานด่วนอื่นๆ) เป็นต้น


หวังว่าเคล็ดลับเล็กๆน้อยๆนี้จะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆทุกคนครับ :D


เพื่อนๆคงได้มีโอกาสทำงานร่วมกับหัวหน้าของตัวเอง เช่น อาจจะได้เข้าฟังการนำเสนองานกับลูกค้า หรือแม้แต่ Team Meeting และตัวเราเองอาจจะเห็นหรือได้ยินบางอย่างจากเสียงรอบข้างเกี่ยวกับหัวหน้าของเราหลังจากการประชุมนั้น ซึ่งเราคิดว่าควรจะแก้ไขหรือปรับปรุงเพื่อให้งานมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ติดที่ว่าเราจะแนะนำหัวหน้าได้อย่างไร ถ้าเราแนะนำไปแล้วจะเสี่ยงต่อความก้าวหน้าในหน้าที่การงานของเราหรือไม่ วันนี้ผมมีบทความที่แปลและเรียบเรียงมาจาก Blog ของ Harvard Business Review มาเสนอเพื่อคลายความกังวลทั้งหลายเหล่านี้ครับ


Feedback

Credit: http://www.flickr.com/photos/wwworks/864731205/


เรื่องนี้ต้องขอบอกครับว่าการนำไปประยุกต์ใช้อาจจะต้องระมัดระวังซักนิดเพราะต้องยอมรับว่าสังคมไทยยังมีเรื่องอาวุโส ต่อให้หัวหน้าจบหรือโตจากเมืองนอกมาก็ตามอาจจะไม่สบอารมณ์ได้ถ้าเราวิจารณ์การทำงานของเค้าอย่างตรงไปตรงมา งั้นคงจะมีคำถามต่อล่ะครับว่า แล้วเราจะเสี่ยงทำไม ทำงานไปวันๆ รับเงินเดือนไปก็จบ … จริงๆ ก็ใช่ครับ แต่งานบางอย่างถ้าเราไม่เสนอแนะแล้วหัวหน้าเราทำพลาดไป ผลงานออกมาไม่ดี ลูกค้าหนีหมด อันนี้เราก็อยู่ไม่ได้เหมือนกัน นอกจากนั้นการให้คำแนะที่ถูกวิธีและมีประโยชน์จะช่วยพัฒนาความสัมพันธ์ในด้านการงานที่ดีกับผู้บังคับบัญชาได้อีกด้วยซึ่งจะยกตัวอย่างในย่อหน้าถัดๆไปนะครับ ติดตามกันเลย


ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า

John Baldoni ที่ปรึกษาและอบรมเกี่ยวกับการเป็นผู้นำและผู้แต่งหนังสือ Lead Your Boss: The Subtle Art of Managing Up ได้กล่าวไว้ว่า “ความเป็นผู้นำเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการยอมรับตัวเองล้วนๆ” ผู้นำที่ไม่รู้ว่าคนอื่นมองตัวเองอย่างไรก็จะพบแต่อุปสรรคและความลำบากในการทำงาน และยิ่งมีตำแหน่งหน้าที่การงานสูงก็ยิ่งจะได้รับการ feedback ที่ตรงไปตรงมาน้อยลงด้วย (ยิ่งสูงยิ่งหนาว)


เช่นเดียวกับ James Detert ผู้ช่วยศาสตราจารย์ที่ Cornell Johnson Graduate School of Management และผู้เขียนบทความใน Harvard Business Review เรื่อง Why Employees Are Afraid to Speak และ Speaking Up to Higher-Ups: How Supervisors and Skip-Level Leaders Influence Employee Voice ท่านผู้นี้กล่าวว่า “ความยึดมั่นในสายการบังคับบัญชา ทำให้ผู้นำหรือหัวหน้าไม่ได้รับความจริงที่ตรงไปตรงมา”


ดังนั้น feedback ที่จริงใจและตรงไปตรงมาของเราจะมีความสำคัญที่จะช่วยให้หัวหน้ารู้ถึงจุดดีจุดด้อยและแนวทางการปรับปรุงพัฒนาตัวเองครับ แต่ก็อย่าลืมนะครับว่าเราต้องทำอย่างรอบคอบ … ตามนี้ครับ


เริ่มแรกเราควรทำอย่างไร?

อย่างแรกเลยในการที่จะให้ feedback กับคนที่มีตำแหน่งสูงกว่าเรา เราต้องคำนึงถึงระดับความสัมพันธ์ระหว่างเรากับคนๆนั้น ถ้าไม่มีความไว้ใจซึ่งกันและกันก็คงเป็นไปไม่ได้ที่เราจะเสนอแนะการทำงานของเค้า ยิ่งถ้าหัวหน้าของเราเป็นคนไม่ชอบโดนวิจารณ์จะยิ่งทำให้เกิดผลลบแทน ในกรณีนี้ไม่พูดอะไรน่าจะดีกว่า แต่ถ้าสิ่งที่หัวหน้าทำนั้นจะทำให้องค์กรเสียหาย เราอาจจะเลี่ยงไปให้ feedback โดยทางอื่นๆ เช่น กระบวนการ feedback แบบ 360 องศา (360 Degree Feedback) เป็นต้น ขณะเดียวกันถ้าเรามีความสัมพันธ์ที่ดี หัวหน้าเราเป็นคนใจกว้าง การที่เรามีแสดงความตั้งใจดีและปรารถนาดีโดยให้คำแนะนำตรงๆจะช่วยในปัญหาเล็กๆน้อยที่อาจจะเกิดขึ้นระหว่างเรากับหัวหน้าคลี่คลายไปได้ และเป็นการสร้างความเชื่อมั่นระหว่างกันไปในตัว


ถ้าเรามีความสัมพันธ์ที่ดีกับหัวหน้า แล้วเราควร feedback ได้เลยมั้ย?

ที่ดีที่สุดคือให้หัวหน้าเราเป็นคนเกริ่นมาก่อนครับ บางทีเค้าอาจจะบอกเราเลยว่าเค้าอยากได้คำแนะนำจากเราเพื่อช่วยเค้าปรับปรุงอะไร หรือเค้าอาจจะให้เราช่วยเป็นหูเป็นตาคอยสังเกตพฤติกรรมของเค้าว่าสิ่งที่เค้าพยายามปรับปรุงหรือพัฒนาอยู่เป็นอย่างไร ในทางกลับกัน (ซึ่งน่าจะเป็นส่วนใหญ่) หัวหน้าเราอาจจะไม่ได้ขอ feedback ตรงๆ เราอาจจะขอเปิดประเด็นเองก็ได้ เช่น เราอาจจะบอกว่า “อยากให้ผมช่วย feedback ให้ในโครงการนี้หรือเปล่า” หรือ “ผมมีมุมมองที่แตกต่างในสิ่งที่เรากำลังทำ อยากได้ความคิดเห็นของผมมั้ย” เป็นต้น ทั้งนี้พยายามหลีกเลี่ยงการใช้น้ำเสียงประชดประชันเหมือนแบบว่า “ตาฉันบ้าง ขอเอาคืน” ด้วยนะครับ ^^”


ในขณะที่เราให้ feedback เป็นไปได้ที่เราจะจินตนาการว่าเราจะทำงานนี้หรือแก้ปัญหานี้อย่างไรถ้าเราเป็นเค้าซึ่งอาจจะทำให้เราหลุดประเด็นที่จะให้คำแนะนำกับเค้าก็เป็นได้ อาจจะเป็นเรื่องที่เค้าไม่ได้อยากรู้ เช่น หัวหน้าอยากรู้ว่าเค้านำเสนองาน (Presentation) เป็นอย่างไร เนื่องด้วยเราอาจจะเก่งภาษา เราอาจจะบอกไปว่าถ้าเป็นเรา เราจะอธิบายโดยใช้ประโยคแบบนี้ แท้จริงแล้วเราควรจะเน้นให้คำแนะนำในสิ่งที่เราเห็นหรือได้ฟัง ไม่ใช่ในฐานะที่เราเป็นเค้า เช่นว่า เราฟังคำอธิบายตรงนี้แล้วไม่เข้าใจ เป็นต้น ต้องอย่าลืมครับว่าเราไม่ใช่เค้า การกระทำของเค้าที่เราเห็นเป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น ซึ่งอาจจะเป็นส่วนที่เราไม่ชอบ และการ feedback ที่ดีควรจะเริ่มด้วยการอธิบายบอกเล่าเรื่องที่เราเห็นหรือได้ยินอย่างตรงไปตรงมาและให้คำแนะนำอย่างสร้างสรรค์เพื่อให้เค้านำไปปรับปรุงต่อไป อีกอย่างหนึ่งก็ไม่ควรขุดคุ้ยลงรายละเอียดนัก ควรจะเก็บรายละเอียดไว้สำรอง เพราะมันจะเหมือนเราไปใส่ร้ายหรือว่าเค้า (เก็บกระสุนเผื่อไว้ ฮ่าๆ)


ถ้าเกิดหัวหน้าเราเค้าโต้กลับมาจะทำอย่างไรดี?

เป็นธรรมดานะครับ หัวหน้าก็คน บางทีอาจจะโต้กลับมาได้ว่า ไม่จริง เค้าไม่ได้เจตนาอย่างนั้นหรือที่เค้าทำไปเพราะแบบนี้ อย่าเพิ่งท้อครับ เค้าอาจจะหงุดหงิดนิดหน่อยเนื่องจากไม่เคยได้ feedback ตรงๆจากใคร หรืออาจจะรู้สึกเสียแมวไปแล้ว เราก็ต้องมั่นคงครับ ยิ่งถ้าเค้าเป็นคนขอ feedback เอง เราอาจจะต้องเปลี่ยนประโยคซะใหม่ ตอน feedback ไปครั้งแรกมันอาจจะเข้าใจยากหรือไม่ตรงจุดที่เค้าอยากได้ ก็ให้ลองอธิบายใหม่ เฉพาะเจาะจงให้ตรงประเด็นเลย (ถึงเวลาเรากระสุนที่เก็บมาใช้แล้ว)


นอกจากนี้ต้องหมั่นเช็คครับ ดูปฏิกิริยาไปด้วยว่าหน้าเบี้ยว หน้าบูด เริ่มกอดอกหรือยัง หรือเริ่มพูดเรื่อยเปื่อยเปะปะไปเรื่องอื่นมั้ย ถ้าเริ่มไม่แน่ใจว่าเรื่องที่เรา feedback มันจะดีหรือเปล่า ก็หยุดดีกว่า ดีกว่าที่จะทำให้บรรยากาศยิ่งติดลบมากขึ้น พาลจะมีผลต่อหน้าที่การงานซะเปล่าๆ


สรุป

สิ่งทีควรทำ

  • ให้แน่ใจก่อนว่าหัวหน้าเราพร้อมที่จะรับฟัง feedback ก่อนเราจะพูดออกไป
  • ให้คำแนะนำในสิ่งที่เราเห็นหรือได้ยินมา (โดยเฉพาะในหน่วยงานของเราเอง)
  • เน้นที่ว่าเราจะช่วยหัวหน้าปรับปรุงได้อย่างไร ไม่ใช่ว่าคุณจะทำอย่างไรถ้าเป็นเค้า

สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง

  • คิดว่าหัวหน้าไม่ต้องการ feedback ถ้าเค้าไม่ถาม ถ้าเรามี feedback ควรจะถามเค้าว่าต้องการฟังความคิดเห็นของเราหรือไม่
  • ทำเป็นเหมือนว่าคุณรู้และเข้าใจในสถานการณ์ของหัวหน้าคุณ เค้าอาจจะมีเหตุบางอย่างที่เค้าตัดสินใจทำอย่างนั้นก็ได้
  • ให้ feedback เหมือนเป็นการแก้แค้น


กรณีศึกษาที่ 1: ขอ feedback เพื่อให้ feedback

สำหรับกรณีศึกษาแรกเป็นเรื่องของ Wendy กับ Simon ซึ่ง Simon เพิ่งได้รับตำแหน่งมาเป็นหัวหน้าของ Wendy เค้าเป็นคนเก่งแต่ยังไม่เคยทำงานหรืออบรมในตำแหน่งผู้จัดการมาก่อนเลย Wendy รู้ดีว่าน่าจะเป็นประโยชน์ถ้าเธอจะได้ชี้แนะ Simon ในงานที่ทำอยู่ เธอเริ่มโดยการเข้าไปอธิบายงานที่เธอทำและขอให้ Simon คอยดูงานที่เธอทำและ feedback เธอ ซึ่ง Simon ก็ยินดีและทำให้เค้าเริ่มไว้เนื้อเชื่อใจ Wendy มากขึ้นและรู้ว่า Wendy จะเป็นคนที่ให้ feedback ที่ตรงไปตรงมากับเค้า เมื่อความสัมพันธ์พัฒนามากขึ้น ต่างคนก็ขอให้อีกฝ่ายคอย feedback แต่ละเรื่องไป แม้ว่าตอนนี้ทั้งคู่จะไม่ได้ทำงานด้วยกันแล้วก็ตาม


สำหรับกรณีนี้ เพื่อนๆจะเห็นเทคนิคเล็กๆน้อยๆในการเปิดโอกาสให้ตัวเองในการให้ feedback กับหัวหน้าของเรานะครับ อาศัยที่ว่าเรามีประสบการณ์ในงานนี้มาก่อน เราก็เปิดคอร์สเล็กๆให้หัวหน้าเราเลยครับ จากนั้นก็มองว่าเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของกันและกัน เราขอให้หัวหน้า feedback เรา ในทางกลับกันเราก็ให้ feedback กับเค้าเหมือนกันครับ


กรณีศึกษาที่ 2: หัวหน้าใจกว้าง ลูกน้องใจดี

เรื่องที่สองเป็นของ Gerard กับ Sven โดย Gerard นั้นได้มาเป็น CEO ของ Henry Ford Health System ซึ่งเค้าก็ได้จ้าง Sven ลูกน้องเก่าที่เคยทำที่ Ritz Carlton มาทำงานที่เดียวกันอีกเพราะว่า Sven คือคนที่เค้าเชื่อใจและหวังจะได้รับ feedback ต่างๆจาก Sven


หลังจากได้รับตำแหน่งใหม่ๆ Gerard ก็พยายามปรับปรุงแผนกของตนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้มีเสียงบ่นและความไม่พอใจภายในแผนก Gerard จึงเรียกประชุมเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้และเพื่อให้พนักงานมีความตั้งใจที่จะดำเนินการตามแผนที่วางไว้ แต่ปรากฎว่าผลจากการประชุมทำให้พนักงานหลายคนไม่สบายใจอยู่ดี Gerard จึงไปขอความคิดเห็นจาก Sven ซึ่ง feedback ที่ได้มาก็คือ สิ่งที่ Gerard ทำน่ะดีแล้ว แต่เค้าได้ยินจากเพื่อนๆหลายคนที่คิดว่ามันไม่น่าจะดีกับแผนกและตัวพวกเค้า แล้วก็ตามด้วยคำแนะนำว่า ถ้า Sven เป็น Gerard เค้าจะจัดการกับสถานการณ์นี้อย่างไร … ที่ทำได้แบบนี้เพราะ Gerard นั้นเชื่อใจ Sven อย่างมากนั่นเอง


หลังจากนั้น Gerard ได้ปรับปรุงและแก้ไขสิ่งบกพร่องที่เค้าได้ทำไปในการประชุม โดย Gerard ได้นัดประชุมและได้แจ้งถึงสิ่งที่เค้าได้ยินมา (จาก Sven) และอธิบายกับทุกคนว่าเค้าจะแก้ไขอย่างไร จาก feedback ที่ได้ นอกจากจะช่วยให้การปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานภายในแผนกเป็นไปด้วยดีแล้ว ยังทำให้ Sven รู้สึกดีกับ Gerard มากขึ้น สำหรับ Sven แล้ว Gerard ไม่ใ่ช่แค่หัวหน้าที่รับฟังความคิดเห็นจากเค้า แต่เป็นหัวหน้าที่นำความคิดเห็นของเค้าไปใช้ให้เป็นประโยชน์ด้วย


ถ้าเราเป็น Gerard เราคงดีใจที่มีเพื่อนร่วมงานที่จริงใจแบบ Sven นะครับ กรณีนี้ชี้ให้เห็นว่า ยิ่งเป็นหัวหน้ายิ่งต้องฟังคนรอบข้างครับ เพราะอะไร? ก็เพราะเรามีหน้าที่รับผิดชอบมากขึ้น การตัดสินใจแต่ละครั้งมีผลมากต่อทั้งองค์กรและเพื่อนร่วมงาน ดังนั้นคิดหัวเดียวคนเดียวอาจจะไม่รอบคอบเพียงพอที่จะทำให้เราตัดสินใจอะไรได้อย่างถูกต้องทุกครั้งไป Gerard เป็นตัวอย่างที่ดีมากสำหรับเราตรงที่เค้าเปิดใจรับฟัง feedback จากคนที่เค้าเชื่อใจ และยังนำ feedback นั้นไปปรับใช้เพื่อประโยชน์ขององค์กรด้วยครับ


ส่วนในฐานะของ Sven หละ? … แน่นอนครับ ถ้าเรามีหัวหน้าดีๆอย่าง Gerard เราก็คงจะปลื้มไม่ใช่น้อยเลย ผมว่าหาไม่ง่ายนะครับ หัวหน้าที่จะใจกว้าง รับฟังความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาแบบนี้ ถ้าเราเป็น Sven เราก็ควรจะใช้โอกาสอันดีนี้ให้ feedback ที่จริงใจไม่มีอคติใดๆ เพื่อช่วยกันทำประโยชน์สูงสุดให้กับองค์กรและเพื่อนร่วมงานครับ


อย่าลืมนะครับ feedback มีประโยชน์ แต่จะให้ใครไปก็พิจารณาด้วยว่าเค้าพร้อมจะรับหรือไม่ … เพื่อนๆมีประสบการณ์ในการ feedback หัวหน้ายังไงบ้าง แชร์หน่อยนะครับ ^_^

Credit: http://blogs.hbr.org/hmu/2010/03/how-to-give-your-boss-feedback.html?cm_mmc=npv-_-WEEKLY_HOTLIST-_-MAR_2010-_-HOTLIST0329&referral=00202

คุณจะไม่แพ้ถ้า … คุณไม่ล้มเลิกความพยายาม

You never fail until you stop trying.


~ Albert Einstein

คนที่คุณก็รู้ว่าใคร …