ความสงบนิ่ง
ไม่มีข้อได้เปรียบใดที่จะทำให้บุคคลหนึ่งเหนือกว่าอีกบุคคลหนึ่งได้มากไปกว่าการสงบมั่งคงภายใต้สถานการณ์ทุกสถานการณ์
~ โทมัส เจฟเฟอร์สัน
ประธานาธิบดีคนที่ 3 ของสหรัฐอเมริกา
ความสงบนิ่ง
ไม่มีข้อได้เปรียบใดที่จะทำให้บุคคลหนึ่งเหนือกว่าอีกบุคคลหนึ่งได้มากไปกว่าการสงบมั่งคงภายใต้สถานการณ์ทุกสถานการณ์
~ โทมัส เจฟเฟอร์สัน
ประธานาธิบดีคนที่ 3 ของสหรัฐอเมริกา
ผลสำรวจ
ผลโหวตที่ออกมาปรากฎว่า Developer นำครับ ตามมาติดๆด้วย Project Manager แถมยังมีกลุ่มผู้อ่านที่ผมไม่คาดคิด เช่น System Analyst ซึ่งมีสัดส่วนตั้ง 16% แหนะ บวกกับ น้องๆนักศึกษา Managing Director และ CEO อีกต่างหาก เป็นปลื้มครับที่มีคนช่วยโหวตมากขนาดนี้

หลังจากได้ข้อมูลตรงนี้มา ผมจะพยายามหาบทความที่เกี่ยวข้องกับ System Analyst มานำเสนอให้มากขึ้นครับ รวมถึงจะพยายามเขียนบทความที่เป็นความรู้เบื้องต้นสำหรับ Project Management และ Software Development Process เผื่อน้องๆที่เป็นนักศึกษาจะได้ประโยชน์มากขึ้นด้วยครับ
11 บทความเด่นของ Chapterpiece.com
เพื่อเป็นการขอบคุณทุกๆคน ผมมี 11 บทความของผมที่มีคนอ่านเฉลี่ยต่อวันสูงสุดมาให้ครับ หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับทุกๆคน ทุกๆตำแหน่งครับ
คุณรู้หรือไม่ว่า Clint Eastwood เป็นสุดยอด Project Manager
มาเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานกัน เถอะ – ภาค 1
เก็บ Requirement มาแล้วต้องทำอะไรต่อไป?
เมื่อ Project ต้อง Delay เพราะ Vendor ที่ไม่มีคุณภาพ
Productive Thinking กับการเขียน Work Breakdown Structure
Requirement Traceability Matrix (RTM) คืออะไร?
คุณเป็น Project Manager ที่ดีแล้วหรือยัง?
ตอนนี้ใช้ SDLC แบบไหนกันอยู่ครับ?
โพลเก่าปิดไป … โพลใหม่เปิดมาครับ ส่วนใหญ่แล้วเพื่อนๆใช้ Software Development Life Cycle แบบไหนกันอยู่ครับ ผลสำรวจจะเป็นข้อมูลสำคัญในการเขียนบทความต่อไปของผมให้ตรงกับความต้องการและความสนใจของเพื่อนๆมากที่สุดครับ โหวตได้เลยที่ sidebar ทางขวาครับ
อย่าลืมว่าเพื่อนๆสามารถติดต่อผมได้ผ่านทาง Contact นะครับ ขอบคุณมากๆครับ
ช่องทางติดต่อผมครับ?
สำหรับเพื่อนๆที่อยากติดต่อผม ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง
กรอกข้อมูลตรงนี้ได้เลยครับ
cforms contact form by delicious:days
หรือว่าไปที่หน้า Contact ก็ได้นะครับ ขอบคุณมากที่ให้การสนับสนุนด้วยดีมาตลอดครับ ![]()
ประตูแห่งโอกาสเปิดต้อนรับเราเสมอ
When one door closes another door opens; but we so often look so long and so regretfully upon the closed door, that we do not see the ones which open for us.
~ Alexander Graham Bell
an eminent scientist, inventor, engineer? and innovator? who is credited with inventing the first practical telephone.
Incomplete Work Breakdown Structure
เพื่อนๆเคยเจอปัญหาที่บางครั้งตอนทำ Project Planning เราเขียน Work Breakdown Structure (WBS) ออกมาไม่ครบถ้วนบางมั้ยครับ? ตัวอย่างเช่น บางครั้ง Task ขาดไปหรือ Deliverable บางตัวไม่มี ผลกระทบสำคัญของปัญหานี้ก็คือถ้าเราไปรู้ทีหลังว่าต้องมี Task หรือ Deliverable ตัวนี้ด้วย เราก็อาจจะวุ่นวานหน่อยในการแทรกงานนี้เข้าไปใน Project Plan ทั้งในส่วนของการประเมินเวลาที่ใช้ การจัดลำดับความสำคัญของงานทั้งหมดใหม่ การเตรียมคน การเตรียมเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ เป็นต้น ถ้าแย่หน่อยก็คือเราไม่รู้เรื่องเลยว่าต้องทำ Task นี้ด้วยใน Project ที่แย่ก็เพราะงานที่เราคิดว่าเสร็จมันจะไม่เสร็จตามวัตถุประสงค์ (Objective) และขอบเขต (Scope) ที่ตั้งไว้
ผมคิดว่าสาเหตุของปัญหานี้ก็มีอยู่หลายอย่างนะ เช่น 1. Project นี้เป็นงานรูปแบบใหม่ที่เราไม่มีประสบการณ์ก็เลยทำให้คิดอะไรได้ไม่ครบถ้วนทุกมุม 2. งานนี้มีความซับซ้อนมากบางครั้งก็เข้าไม่ถึง 3. บางครั้งวัตถุประสงค์และข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับ Project ไม่ชัดเจนทำให้ยากต่อการวิเคราะห์งานที่จะต้องทำ และ 4. มีเวลาในการทำ Project Planning น้อยเกินไปทำให้ไม่มีการตรวจสอบความครบถ้วนของงานอย่างถี่ถ้วน
สาเหตุที่กล่าวมาล้วนแล้วแต่มีผลต่อคุณภาพของ WBS ทั้งสิ้นครับ แต่สำหรับในบทความนี้ผมจะขอเสนออีกหนึ่งสาเหตุที่อาจจะทำให้ WBS ของเราไม่สมบูรณ์ นั่นคือหลักการคิดของเราเองครับ
What’s Wrong with Traditional Thinking Method?
อย่างที่เคยเขียนไปแล้วเรื่องประสิทธิภาพในการทำงานของเรา การทำงานมากกว่าหนึ่งอย่างมีผลทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของเราลดลง หลักการข้อนี้ก็มีผลกับการคิดของเราด้วยเหมือนกันครับ คนส่วนใหญ่ถึงแม้จะคิดอย่างเดียว (ไม่ต้องทำอะไรไปด้วย) ก็ยังคิดหลายๆเรื่องพร้อมกัน เช่น ทำงานอยู่ แล้วก็มีความคิดแวบเข้ามาว่าเย็นนี้จะไปกินข้าวที่ไหนดี หรือต่อให้คิดอยู่เรื่องเดียวเลยคือเรื่องงาน เราก็ยังไม่วายมองเรื่องงานนี้จากหลายมุมอยู่ดีครับ เหมือนตัวอย่างข้างล่างนี้
เหตุการณ์สมมติระหว่างการประชุมเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาหนึ่ง
นาย ก. : ผมว่าแก้ปัญหาด้วยวิธีนี้ซิ …
นาย ข. : ไม่ดีหรอก เพราะว่ามันใช้งบประมาณเยอะเลยนะ
นาย ค. : ผมว่าวิธีนี้ดีแล้วหละน่า
นาย ง. : ส่วนตัวผมไม่ชอบเลยครับ
นาย ข. : ผมว่าเปลี่ยนเป็นแบบนี้ดีกว่านะ …
นาย ก. : อึ้ม … ผมว่าไม่ดีหรอกมั้งเพราะว่า …
ถ้าคุยกันแบบนี้กว่าจะได้ข้อสรุปก็คงเสียเวลามากพอดู ดีไม่ดีไม่ได้อะไรเลยด้วย แล้วการพูดคุยแบบนี้มันไม่ดียังไง? มันไม่ดีตรงที่ถึงเราจะคุยเรื่องเดียวกันแต่เราใช้สมองคิดในหลายแง่หลายมุมของเรื่องที่คุยกันมากเกินไป เปรียบเหมือนกันเราทำงานหลายๆอย่างในเวลาเดียวกันนั่นแหละครับ จากตัวอย่างข้างบนด้วยข้อมูลหรือคำถามเดียวกัน เรากำลังมองสิ่งเหล่านั้นจากกี่มุมกันแน่ … ข้อมูลและข้อเท็จจริง ข้อดี ข้อเสีย ความคิดใหม่ๆ อารมณ์ความรู้สึกส่วนตัว อื่นๆอีกเยอะ
สุดท้ายแล้วเราจับใจความสำคัญอะไรได้บ้างครับ? ผมคิดว่าน้อยนะเพราะสมองเรารับภาระหนักเกินไปในการคิดหลายมุมที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตลอดเวลา นี่เลยเป็นปัญหาที่ทำให้ WBS ของเราไม่สมบูรณ์เพราะว่าระหว่างคิดว่าต้องมี Task หรือ Deliverable อะไรบ้าง เราอาจจะเสียเวลาหรือสมาธิส่วนหนึ่งไปกับการวิเคราะห์ว่า Task นี้จำเป็นจริงๆหรือไม่? Task นี้ต้องทำก่อนหรือหลัง? แล้วใครจะเป็นคนทำ Task นี้? … เอ้อ แล้ว Task นี้มันจะใช้เวลานานมั้ย? ปวดหัวแย่นะครับแบบนี้ แล้ววิธีที่ควรทำเพื่อแก้ปัญหาคืออะไรหละ?
Productive Thinking
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าเวลาเราจะคิดอะไรเราควรจะใช้ความสามารถของสมองด้านขวา (ความคิดสร้างสรรค์) และสมองด้านซ้าย (ความคิดวิเคราะห์) อย่างเต็มประสิทธิภาพด้วยการคิดทีละด้านครับ ตรงนี้เป็นที่มาของคำว่า Productive Thinking ซึ่งมีส่วนประกอบสองอย่างได้แก่ Creative Thinking และ Critical Thinking ครับ และหลักการที่สำคัญที่สุดก็คือเราต้องแยกการ think creatively และ think critically ออกจากกันอย่างเด็ดขาดครับ
Photo Credit: http://www.deb-gray.com
Creative Thinking คือการคิดอย่างสร้างสรรค์ด้วยสมองด้านขวา โดยเราพยายามสร้างหรือดึงอะไรซักอย่างออกมาจากความคิดของเราให้ได้มากที่สุดโดยที่ไม่ต้องไปสนใจว่ามันจะถูกหรือผิด ดีหรือไม่ดี คำจำกัดความง่ายๆของ Creative Thinking ก็คือ ?Make List? ครับ
Critical Thinking คือการคิดวิเคราะห์อย่างละเอียดด้วยสมองด้านซ้าย โดยเราจะคิดให้ลึกกว่าเดิมเพื่อทำความเข้าใจกับสิ่งที่เราสร้างออกมาจาก Creative Thinking เราจะมองหาการเรียงลำดับที่ถูกต้อง การค้นหาความหมายที่แท้จริง แล้วเราจะตัดสินว่าตัวเลือกที่เรามีนั้นเหมาะสมกับคำถามหรือปัญหาหรืออะไรก็ตามที่เราพยายามหาอยู่หรือไม่ แล้วเราก็เลือกสิ่งที่เหมาะสมที่สุด คำจำกัดความง่ายๆของ Critical Thinking ก็คือ ?Make Choice? ครับ
Productive Thinking and WBS
แล้วเราจะเอา Productive Thinking มาปรับใช้กับการสร้าง WBS ของเราได้อย่างไร? ผมคิดว่าก็ตรงๆนะ แทนที่เราจะนึก Task พร้อมกับวิเคราะห์ด้วย เราก็เปลี่ยนมาเป็นคิดหา Task ทั้งหมดที่จะมีใน Project ก่อน ถูกหรือผิด ดีหรือไม่ดียังไม่ต้องไปสนใจตอนนี้ ปล่อยให้สมองด้านขวา think creatively อย่างเต็มที่ไปก่อน
หลังจากนั้นค่อยมากรองความถูกต้อง ความสมเหตุสมผลอีกครั้งด้วยสมองด้านซ้าย การที่เราจะ think critically สำหรับ WBS เราต้องมองอะไรบ้าง? ผมคิดว่าเราต้องมองที่วัตถุประสงค์และขอบเขตของ Project เราเป็นหลักว่า Task นี้มันเข้ากันได้กับสองอย่างนั้นรึเปล่าเป็นหลักครับ
ผมมีเคล็ดลับมาฝากนิดหน่อยเกี่ยวกับการสร้าง WBS ส่วนประกอบที่สำคัญของ WBS ก็จะมี Task กับ Deliverable ซึ่งเป็นพี่น้องฝาแฝดกันเลย ถ้ามี Task ก็ต้องมี Deliverable ถ้ามี Deliverable ก็ต้องมี Task เมื่อสองอย่างมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันขนาดนี้ เวลาเราสร้าง WBS ด้วย Creative Thinking เราก็ไม่จำเป็นต้องคิดถึงแต่ Task หรอกครับ คิดถึง Deliverable ด้วยก็ได้ นึกอะไรออกก็ใส่มาให้หมดเลย เพราะตอนทำ Critical Thinking เราก็จะมีเวลาตรวจสอบดูอีกครั้งว่า Task ที่เรามีนั้นมี Deliverable รึยัง แล้วในมุมกลับกันทุกๆ Deliverable ก็ต้องมี Task ของตัวเองด้วยเช่นกันครับ
Beyond Project Management
ผมรู้จัก Productive Thinking จากการอ่านหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งอ่านแล้วถูกใจมาก ผมก็เลยคิดต่อว่ามันจะเอามาปรับใช้กับงานได้ยังไง สุดท้ายก็เห็นว่า Productive Thinking กับ WBS น่าจะเข้าคู่กันได้ดี นี่เป็นที่มาของบทความนี้ครับ แต่ยิ่งไปกว่านั้นผมรู้สึกว่า Productive Thinking มันมีประโยชน์มากกว่าแค่ WBS มากกว่าแค่ Project Management แต่มันคือหลักการที่ปรับใช้ได้กับทุกเรื่อง ทุกสถานการณ์ ทุกอาชีพ และทุกคน … ผมหวังว่าเพื่อนๆจะรู้สึกเหมือนกับผมครับ