ทำไมต้องจัดลำดับความสำคัญ
หนึ่งในกระบวนการสำคัญที่เกี่ยวข้องกับ Requirement Management ก็คือการจัดลำดับความสำคัญของ Requirement ที่ได้รับมา (Requirement Prioritization) ครับ เหตุผลที่ต้องมีกระบวนการนี้ก็เพราะว่างานที่เป็น Project เกือบทั้งหมดจะมีข้อจำกัดอยู่ ไม่ว่าจะเป็นด้านกำลังคน (resources) เวลา (time) หรืองบประมาณ (budget) ซึ่งการจะทำ Requirement ทั้งหมดนั้นเป็นไปได้ยาก ดังนั้นเราจำเป็นต้องเลือก Feature สำคัญที่ตอบสนองกับ Requirement ของลูกค้าได้ตรงและครบถ้วนที่สุดใส่ลงไปในสินค้าของเราก่อนครับ
ในฐานะ Project Manager เราจำเป็นต้องจัดการขอบเขตของงาน (project scope) งบประมาณ (budget) กำลังคน (resources) และคุณภาพ (quality) ให้ลงตัวมากที่สุด หนึ่งในกลยุทธ์ที่จะช่วยได้ก็คือการตัดหรือเลื่อน Requirement ที่มีความสำคัญต่ำกว่าออกไปจาก Project ก่อน ซึ่งขั้นตอนนี้ Project Manager จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกคนที่เกี่ยวข้อง นั่นรวมถึง Product Manager, Developer, Tester และ Customer ด้วย เพราะว่าโดยทั่วไปแล้ว Development Team จะไม่รู้ว่า Requirement ไหนที่สำคัญที่สุดกับลูกค้า และตัวลูกค้าเองก็ไม่รู้ในรายละเอียดความยากง่ายในการพัฒนาแต่ละ Requirement ดังนั้น Project Manager ควรได้รับข้อมูลจากทั้งสองฝ่ายก่อนจะตัดสินใจจัดลำดับความสำคัญของ Requirement ครับ
ถ้าเรามีกลุ่มลูกค้าเก่าที่ใช้สินค้าเราอยู่แล้วในการติดต่อขอข้อมูลสำหรับ Release ต่อไปกระบวนการตรงนี้จะไม่ค่อยยุ่งยากมากนักครับ Requirement ส่วนใหญ่ที่จะได้มาก็คงจะเป็นการทำ Enhancement ให้กับของเดิม แต่ถ้า Project ของเรากำลังพัฒนาสินค้าที่เป็น version แรกหรืออยู่ในช่วงการทำ Research and Development (R&D) หละ แบบนี้เราจะไปเก็บข้อมูลแบบละเอียดเกี่ยวกับ Requirement ต่างๆได้กับใคร ยังไง?
โดยทั่วไปแล้วข้อมูลตรงนี้จะได้มาจากการทำ Customer Focus Group หรือ Lead Customer ที่จะคัดเลือกกลุ่มคนที่เราคิดว่าจะเป็นเป้าหมายหลักของสินค้านั้นๆมาพูดคุยเพื่อเก็บข้อมูล บวกกับข้อมูลการวิจัยทางการตลาด (Market Research) ก่อนส่งต่อมาให้ Product Manager และ Project Manager ครับ ซึ่งข้อมูลส่วนนี้จะไม่ละเอียดและง่ายต่อการจัดลำดับความสำคัญของ Requirement เท่าไรครับ นี่เป็นที่มาของบทความวันนี้ซึ่งกล่าวถึงหลักการที่จะมาช่วยให้เราจัดลำดับความสำคัญของ Requirement ได้อย่างมีระบบและมั่นใจยิ่งขึ้นด้วย Kano Model
Kano Model
Kano Model ซึ่งถูกพัฒนาโดย Noriaki Kano นำเสนอหลักการการจัดแบ่งคุณสมบัติของสินค้าตามความสำคัญที่มีต่อลูกค้าและตามความพึงพอใจของลูกค้า Kano แบ่งกลุ่มของ Feature หรือ Requirement ออกเป็นสี่กลุ่มดังนี้ครับ
1. Surprise and delight.
Requirement ที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มนี้คือสิ่งที่อยู่นอกเหนือความคาดหมายของลูกค้า เป็นสิ่งที่ทำให้สินค้าของเราดีเกินกว่าความคาดหวังของลูกค้า (Exceed Expectation) เป็นแนวคิดใหม่ที่จะทำให้สินค้าของเราแตกต่างและดีขึ้นกว่าคู่แข่ง คล้ายๆกับว่าถ้าลูกค้ามาเห็นแล้วต้องร้อง ?ว้าววว? อะไรแบบนี้ครับ
ยกตัวอย่างเป็น iPod ละกันฮะ สิ่งที่เป็น Surprise and delight ของ iPod version แรกน่าจะเป็น Nav-Wheel จุดนี้ทำให้ iPod สามารถสร้างความแตกต่างและทำให้ลูกค้าร้อง ?ว้าววว? ได้ครับ
2. More is better.
Requirement ในกลุ่มนี้โดยมากแล้วจะเป็นอะไรที่เกี่ยวกับแนวคิดที่ว่า ?ใหญ่กว่า? ?เร็วกว่า? ?แข็งแรงกว่า? ครับ แต่ความท้าทายในการเขียน Requirement ในกลุ่มนี้ก็คือเราจะรู้ได้อย่างไรว่า ?เมื่อไรถึงจะพอ? เช่น ใหญ่กว่า…แล้วต้องใหญ่แค่ไหน? เร็วกว่า…แล้วต้องเร็วแค่ไหน เป็นต้นครับ การใช้คำที่ว่า ?minimize? หรือ ?maximize? เป็นการเขียนที่กำกวมซึ่งยากต่อการเอาไปพัฒนาต่อได้ ตัวอย่างเช่น ถ้าเราเขียนว่าต้อง minimize search time ของระบบ Search Engine แบบนี้ Developer จะรู้ได้อย่างไรว่า minimum time ที่ต่ำที่สุดของระบบ Search Engine ควรเป็นเท่าไร?
เป็นเรื่องท้าทายที่จะเขียน Requirement ให้ได้ชัดเจนเพราะว่าการระบุตัวเลขที่ชัดเจนก็เป็นเรื่องยากมากเช่นกันครับ ตรงนี้กฎของ Diminishing Returns ในทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์จะเข้ามาเกี่ยวข้องครับ พูดง่ายๆคือความแตกต่างที่ลดลงเรื่อยๆเมื่อปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเพิ่มขึ้นหรือลดลง ผมขอยกตัวอย่างเป็น Search Engine นะครับ ประโยชน์ที่ลูกค้าได้รับจากการที่ search time เป็น 0.21 วินาทีกับ 0.11 วินาทีแทบจะไม่แตกต่างกันเลยครับ (กราฟที่หนึ่ง ข้อมูลสมมตินะครับ)

ในอีกมุมหนึ่งถ้าเราอยากให้ลูกค้าได้ประโยชน์จากสินค้ามากขึ้น มันก็ต้องแลกมาด้วยค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นด้วยครับ (กราฟที่สอง) ดังนั้นเราในฐานะ Project Manager ควรต้องมีข้อมูลทั้งสองด้านนั่นคือประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับ และค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้น ก่อนที่จะตัดสินใจระบุ Requirement ที่ชัดเจนลงไปว่า เราจะให้ minimum search time เป็น 0.21 หรือ 0.11 วินาที เป็นต้นครับ
ถ้ายกตัวอย่างจาก iPod เหมือนเดิมก็จะเป็นความสามารถในการเก็บเพลงที่มีมากกว่าคู่แข่งในขณะนั้นครับ
3. Must be.
อันนี้ชื่อก็บอกอยู่อย่างชัดเจนแล้วครับว่าเป็นสิ่งที่ ?ต้องมี? ในสินค้าของเรา ซึ่ง Requirement ที่อยู่ในกลุ่มนี้จะเป็นสิ่งที่ลูกค้าส่วนใหญ่พิจารณาเป็นอันดับต้นๆในการเลือกสินค้า ดังนั้นถ้าอยากขายของได้ เราต้องใส่ ?Must be? เข้าไปในสินค้า version แรกของเราเลยครับ
ตัวอย่างจาก iPod สิ่งที่เป็น ?Must be? ในก็น่าจะเป็นความบาง กระทัดรัด และการออกแบบที่ทันสมัยของมัน รวมถึงความง่ายในการใช้งานเมนูต่างๆ ซึ่งข้อนี้ได้ feedback ตรงมาจาก Steve Jobs เลย (ใครจะกล้าขัด?) Jobs บอกกับทีมพัฒนาว่า “ผมต้องการเข้าถึงเพลงที่อยากฟังได้ด้วยการกดไม่เกิน 3 ปุ่ม” ชัดเจนครับ
4. Better not be.
ข้อนี้ฟังดูแล้วเหมือนจะเป็นมุมกลับของ Requirement นั่นคือสิ่งที่ลูกค้าไม่ต้องการให้มีอยู่ในสินค้า เป็นกลุ่มที่อยู่ตรงข้ามกับ Surprise and delight แต่เราก็ไม่ควรมองข้ามข้อมูลตรงนี้ไปทั้งหมดหรอกนะครับ เพราะว่าเจ้าพวก Anti-Requirement เหล่านี้อาจจะกลายเป็น Must be หรือ Surprise and delight requirement ขึ้นมาได้ง่ายๆเลย ยกตัวอย่างจาก iPod เหมือนเดิม ถ้าลูกค้าบอกว่า ?ไม่ชอบเลยที่ MP3 Player มีเนื้อที่เก็บเพลงน้อย? นี่เป็นที่มาของ Must be requirement ที่ว่า ?iPod ต้องเก็บเพลงได้เยอะๆ? หรือ ถ้าลูกค้าบอกว่า ?ไม่ชอบ Navigation ที่ใช้งานยาก เข้าใจยาก? ก็เลยเป็นที่มาของ Surprise and Delight Requirement ที่ว่า ?iPod ต้องสร้างรูปแบบใหม่ของ Navigation ขึ้นมาให้ได้? ? ก็ Nav Wheel นั่นไงครับ
ประเด็นสำคัญอีกจุดหนึ่งคือในการออบแบบและผลิตสินค้าที่ตรงใจลูกค้ามากที่สุดเราต้องพยายามอย่าให้มี Better not be อยู่ในสินค้าเราเลยครับ
การวางแผน
ในการประยุกต์ใช้ Kano Model เราต้องตอบคำถามเหล่านี้ให้ได้ครับ
- Requirement ของสินค้า version แรกมีสิ่งที่เป็น Must be ครบแล้วหรือไม่?
- เมื่อเราระบุ More is better ข้อมูลเหล่านั้นมีความกำกวม หรือเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติหรือไม่?
- เรามีอะไรที่เป็น Surprise and delight เพื่อสร้างความแตกต่างให้กับสินค้าของเราหรือยัง?
โดยสรุปจากกลุ่มคำถามนี้ เพื่อให้สินค้า version แรกประสบความสำเร็จเราจำเป็นต้องมุ่งเป้าหมายไปในการพัฒนา Requirement ที่มีความสำคัญสูงสุดนั่นคือ Must be ก่อน การทำแบบนี้จะเป็นการทำให้สินค้าเสร็จและถูกส่งถึงมือลูกค้าได้เร็ว นำมาซึ่งการได้รับความคิดเห็นที่เร็วขึ้น และสุดท้ายเราจะได้ปรับปรุง แก้ไข และเพิ่มเติมสิ่งที่ลูกค้าต้องการได้เร็วขึ้นตามไปด้วย
จากนั้นเราจะมาพิจารณาที่ Surprise and delight เพื่อสร้างความแตกต่างของสินค้าเราซึ่งจะเป็นการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันกับตลาด การสร้าง Brand ให้สินค้า และสร้างความตื่นตัวในหมู่ผู้บริโภคด้วย ดังนั้นเป็นสิ่งสำคัญมากที่เราจะต้องวางแผนกลยุทธ์ทางการตลาดให้สอดคล้องกับ Surprise and delight ที่เราเลือกมาใส่ในสินค้าของเราครับ
เรียนรู้จาก Apple’s iPod
ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าระหว่างที่ Apple พัฒนา iPod ได้มีการจัดลำดับความสำคัญของ Requirement โดยใช้ Kano Model รึเปล่า แต่เมื่อเรามองกลับไปแล้วเปรียบเทียบดูมันก็เข้าเ้ค้าอยู่เหมือนกันนะครับ ลองดูจากภาพข้างล่างดู

ไม่ว่าจะใช้หลักการอะไร การจัดลำดับความสำคัญของ Requirement เป็นเรื่องที่ต้องทำ และทำอย่างจริงจังครับ เพราะว่า Project จะประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวก็ขึ้นกับว่าเราว่าตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ตรงจุด และตรงเวลาหรือไม่
เมื่อการจัดลำดับความสำคัญอย่างถูกต้องมาบวกกับวิสัยทัศน์และการสนับสนุนที่เต็มที่ก็จะนำมาซึ่งความสำเร็จอย่างที่ iPod ของ Apple ทำให้เห็นมาแล้วครับ


